background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ทำงานล่วงเวลา ทำงานวันหยุด แบบไหนได้ "เงิน OT" และต้องเสียภาษีไหม?

ทำงานล่วงเวลา ทำงานวันหยุด แบบไหนได้ "เงิน OT" และต้องเสียภาษีไหม?

เปิดเงื่อนไขการจ่าย “เงิน OT” จากการทำงานล่วงเวลา ทำงานวันหยุด แบบไหนถึงจะได้เงินล่วงเวลา วิธีคำนวณเป็นอย่างไร ควรได้ค่าตอบแทนเท่าไร และต้องเสียภาษีหรือไม่

ตามหลักการพื้นฐานสำหรับคนทำงาน กฎหมายกำหนดเวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และรวมทำงาน 1 สัปดาห์ต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ซึ่งหากลักษณะหรือสภาพของงานต้องมีการทำติดต่อกัน ถ้าหยุดจะเกิดความเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน ก็จำเป็นต้องให้ลูกจ้างทำงานเกินเวลาปกติ

ดังนั้น อาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาและทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น โดยชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา หรือการทำงานในวันหยุด รวมแล้วต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และที่สำคัญต้องมีการจ่ายค่าจ้างล่วงเวลาให้ลูกจ้างด้วย

บทความที่เกี่ยวข้อง :

โดยลูกจ้างสามารถคำนวณเงินค่าล่วงเวลา หรือ "เงิน OT" ที่กิจการจ่ายให้เองได้ เพื่อคำนวณเงินที่ตนเองควรจะได้รับ และวางแผนรายได้พิเศษเหล่านี้ ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่ หรือหากต้องเสียภาษีจะต้องเสียภาษีเท่าไร ไปคำนวณพร้อมกัน

  • แบบไหนเรียก... ทำงานล่วงเวลา – ค่าล่วงเวลา

การทำงานล่วงเวลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้อธิบายการทำงานล่วงเวลาและค่าค่าล่วงเวลาไว้ดังนี้

- การทำงานล่วงเวลา หมายความว่า การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ หรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุด แล้วแต่กรณี

- ค่าล่วงเวลา หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน

- ค่าทำงานในวันหยุด หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในวันหยุด

- ค่าล่วงเวลาในวันหยุด หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

  • หลักการคำนวณเงินล่วงเวลา (OT)  

หลักการคำนวณเงิน OT สามารถแบ่งได้ตามประเภทการทำงานของลูกจ้าง และช่วงเวลาที่ทำงานล่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นหลังเลิกงานในวันทำงานปกติ หรือวันหยุด เช่น วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดตามประเพณี ลูกจ้างจะต้องได้ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงที่ได้รับตามปกติ โดยมีวิธีการคำนวณแยกตามประเภทดังนี้

1.ค่าล่วงเวลาหลังทำงานปกติ

1.1 พนักงานรายเดือน ​​​​  ​

สูตรการคำนวณ

(เงินเดือน หาร 30 วัน หาร ชั่วโมงงานปกติ (8))
x 1.5 หรือ 3 เท่า x จำนวนชั่วโมงที่ทำ OT

ตัวอย่างเช่น...

เงินเดือน 15,000 บาท ทำ OT 3 ชั่วโมง
15,000 / 30 / 8 ​= 62.5
62.5 x 1.5 ​= 93.75
93.75 x 3 ​= 281.25 ​
ค่าจ้างทำ OT ในวันนั้นจะได้เพิ่มอีก = 281.25 บาท​

1.2 พนักงานรายวัน​

สูตรการคำนวณ

(ค่าจ้างต่อวัน หาร ชั่วโมงงานปกติ)
x 1.5 หรือ 3 เท่า
x จำนวนชั่วโมงที่ทำ OT

ตัวอย่างเช่น...

ค่าจ้างวันละ 450 บาท และทำ OT 5 ชั่วโมง และได้ค่า OT 3 เท่า
​​400 / 8 ​​= 50
​​50 x 3​​= 150
​​150 x 5​​= 750
ค่าจ้างทำ OT ในวันนั้นจะได้เท่ากับ 750 บาท 

 

2.ทำงานวันหยุด

2.1 พนักงานรายเดือน จะได้รับค่าตอบแทนการเข้ามาทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 1 เท่า

สูตรการคำนวณ

(เงินเดือน หาร 30 วัน หาร ชั่วโมงงานปกติ (8))
x 1 เท่า
x จำนวนชั่วโมงการทำงาน (8)

ตัวอย่างเช่น...

เงินเดือน 15,000 บาท
​​​15,000 / 30 / 8 ​​= 62.5
​​​62.5 x 1 x 8 ​​= 500
​ค่าจ้างทำ OT ในวันนั้นจะได้เพิ่มอีก 500 บาท

2.2 พนักงานรายวัน จะได้รับค่าตอบแทนการทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่า

สูตรการคำนวณ

(ค่าจ้างต่อวัน หาร ชั่วโมงงานปกติ (8))
x 2 เท่า
x จำนวนชั่วโมงการทำงาน (8)

ตัวอย่างเช่น...

ค่าจ้างวันละ 450 บาท
450 / 8​​= 56.25
56.25 x 2 ​= 112.5
​​112.5 x 8 ​= 900
ค่าจ้างทำ OT ในวันนั้นจะได้เท่ากับ 900 บาท 

 

  • เงินค่า OT ต้องเสียภาษีหรือไม่

เนื่องจากค่าทำงานล่วงเวลา ถือเป็นรายได้ที่ในแต่ละเดือนไม่ทราบแน่นอนว่าจะได้รับเท่าไร ขึ้นอยู่กับการทำงานล่วงเวลาในแต่ละเดือน

ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วย โดยแบ่งตามประเภทภาษีบริษัทดังนี้  

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา​​

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรหมวด 3 ภาษีเงินได้มาตรา 38_64 ได้ระบุไว้ว่า เงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 ซึ่งได้แก่ เงินเดือน โบนัส ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าเดินทาง เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง ค่าอาหารจากนายจ้างเงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระเงินได้อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์เพิ่มจากการทำงาน

เมื่อลูกจ้างได้รับจะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ตามอัตราภาษีก้าวหน้า โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป แต่เงินค่าทำงานล่วงเวลานี้ จะไม่นำมารวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณเงินสมทบประกันสังคม กล่าวคือเงินสมทบประกันสังคมจะหักแค่เงินเดือนที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้น จะไม่นำค่าทำงานล่วงเวลามารวมด้วยนั่นเอง​

2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

การจ่ายเงินค่าล่วงเวลา ถือเป็นการจ่ายเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร และหลักการหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยทั่วไปนั้นนายจ้างจะคำนวณรายได้ของลูกจ้าง โดยนำรายได้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียวทั้งหมด 12 เดือน มาคำนวณภาษีที่ต้องเสีย หากมีภาษีที่ต้องเสียก็จะนำมาหาร 12 เดือน แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายในแต่ละเดือนตามยอดที่คำนวณได้

ส่วนการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเดือนที่จ่ายเงินค่าล่วงเวลา (OT) จะมีความซับซ้อนกว่าการจ่ายเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เพราะเงินค่าทำงานล่วงเวลาเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน จึงไม่สามารถคาดเดารายได้ที่แน่นอนล่วงหน้าได้

ดังนั้น การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย บางบริษัทอาจคำนวณภาษีเฉพาะส่วนที่เพิ่มจากฐานรายได้ปกติ แล้วนำเฉพาะภาษีที่คำนวณส่วนเกินนั้นมาบวกเพิ่มกับฐานภาษีหัก ณ ที่จ่ายปกติในเดือนที่ได้รับเงินพิเศษ หรือบางบริษัทไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายทันทีในเดือนที่มีการทำงานล่วงเวลา แต่จะไปคำนวณตอนยื่นภาษีประจำปี โดยนำเงินทำงานล่วงเวลาที่ได้รับทั้งหมด มาคำนวณรวมกับเงินเดือนปกติ

โดยภาษีที่คำนวณออกมาได้นั้น ลูกจ้างอาจต้องเสียภาษีเพิ่มเติมจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จ่ายไปแต่ละเดือน หรืออาจขอคืนภาษีที่จ่ายไปแล้วได้ หากคำนวณพบว่าไม่มีภาษีที่ต้องจ่าย

----------------------------------
Source : Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่