background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

วางแผน "เกษียณ" ต้องเข้าใจ "เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" และ "ภาษี"

วางแผน "เกษียณ" ต้องเข้าใจ "เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" และ "ภาษี"

"กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" หนึ่งในเครื่องมือการออมระยะยาวเพื่อวางแผน "เกษียณอย่างมีสุข" ที่ได้ผลดีทางหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องของ "ภาษี" เข้ามาเกี่ยวข้องที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง พนักงานที่สนใจลงทุน ควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานมานานจะต้องคุ้นเคยกับ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” อยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นการออมเงินระยะยาวรูปแบบหนึ่งสำหรับพนักงานประจำที่ทำกับบริษัท เป็นการวางแผนเพื่อวัยเกษียณที่ได้ผลทางหนึ่ง

แต่เงินออมที่ผู้ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับนี้ จะมีเรื่องของภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ส่วนพนักงานน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน และบริษัทมีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานที่สนใจลงทุน ก็ควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน ดังสามารถอธิบายได้ดังนี้

  • ทำความรู้จัก "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจทั้ง 2 ฝ่าย แล้วนำไปฝากไว้ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งดำเนินการโดยผู้จัดการกองทุนที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บออมเงินให้กับลูกจ้าง

โดยส่วนประกอบของ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมี 4 ส่วน ได้แก่ 1) เงินสะสม 2) ผลประโยชน์เงินสะสม 3) เงินสมทบ และ 4) ผลประโยชน์เงินสมทบ ซึ่งเป็นเงินเก็บสำรองไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ ออกจากงาน ทุพพลภาพ หรือเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวในกรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิตได้

วิธีการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะประกอบไปด้วย

- เงินสะสมจากลูกจ้าง เป็นเงินที่มาจากลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะหักจากเงินค่าจ้างตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนของแต่ละนายจ้าง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% แต่ไม่เกิน 15% ของเงินค่าจ้าง

และกฎหมายยังเปิดให้ลูกจ้างสามารถสะสมเงินในอัตราที่มากกว่าอัตราสมทบของนายจ้างได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุในข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท

- เงินสมทบจากนายจ้าง เป็นเงินที่นายจ้างนำฝากเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ให้ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนของแต่ละนายจ้าง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 2% แต่ไม่เกิน 15% ของเงินค่าจ้าง

  • ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับพนักงานประจำที่ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับบริษัท ถือเป็นการออมเงินระยะยาว และยังได้เงินส่วนสมทบจากนายจ้าง และกำไรจากการดำเนินงานของกองทุนอีกด้วย ซึ่งจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีทั้งจำนวน อีกทั้งผู้ที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังสามารถนำเงินนั้นไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ซึ่งสามารถอธิบายแยกย่อยได้ดังนี้

1.นำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้

เงินสะสมที่พนักงานผู้ลงทุนนำเข้ากองทุน สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อออมเพื่อการเกษียณอายุประเภทหนึ่ง เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนรวมเพื่อการออม หรือเบี้ยประกันบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

โดยเฉพาะเมื่อส่งเงินสะสมเข้ากองทุนมากเท่าไร จะยิ่งทำให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากมีจำนวนเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีน้อยลง แต่พนักงานประจำที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน ก็จะไม่สามารถประหยัดภาษีจากเงินส่วนนี้ได้

2.ผลตอบแทนจากเงินลงทุนของกองทุน จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้

ผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตร ส่วนต่างกำไรจากการลงทุนหุ้น จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นไปตามนโนบายการส่งเสริมการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้ยังครอบคลุมกรณีที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฝากเงินหรือลงทุนนตราสารหนี้ ซึ่งจะไม่ถูกหักภาษี 15% ของดอกเบี้ย

3.สิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อนำเงินออกจากกองทุน

เมื่อพนักงานที่ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้ง 4 ส่วนดังที่กล่าวไปแล้ว คือ เงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบ เงินในส่วนนี้ถือเป็นเงินได้ประเภทค่าจ้างที่ผู้รับเงินต้องเสียภาษี

แต่รัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สมาชิกที่ได้รับเงินคืนจากกองทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดใน 3 กรณี คือ

3.1 กรณีออกจากงานเมื่อเกษียณอายุ ในกรณีที่พนักงานผู้ลงทุนในกองทุนออกจากงานตอนอายุไม่น้อยกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน หรืออาจเรียกว่า “เกษียณอายุ” ตามเงื่อนไขภาษี สมาชิกจะได้รับยกเว้นภาษีเงินกองทุนทั้ง 4 ส่วน ตอนนำเงินออกจากกองทุน เนื่องจากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาวเพื่อเกษียณอายุ

แต่ถ้าสมาชิกออกจากงานตอนอายุ 55 ปี แต่เป็นสมาชิกกองทุนไม่ถึง 5 ปีต่อเนื่อง จะต้องนำเงิน 3 ส่วน ได้แก่ 1) ผลประโยชน์ของเงินสะสม 2) เงินสมทบ และ 3) ผลประโยชน์ของเงินสมทบ ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี

ทว่าหากไม่มีความจำเป็นต้องรีบใช้เงินเงินก้อนนี้ และต้องการรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ ก็ให้คงเงินไว้ในกองทุนเดิม เพื่อรอโอนย้ายไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่ หรือสามารถโอนย้ายเงินกองทุนไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่รับโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือที่เรียกว่า RMF for PVD เพื่อลงทุนจนครบ 5 ปีต่อเนื่อง แล้วจึงคอยถอนเงินออกจากกองทุน ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมดเช่นกัน

3.2 กรณีออกจากงานก่อนเกษียณอายุ หากพนักงานผู้ลงทุนในกองทุนออกจากงานตอนอายุไม่ถึง 55 ปี แม้ว่าจะเป็นสมาชิกกองทุนต่อเนื่องครบ 5 ปีแล้วก็ตาม จะถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้ง 4 ส่วน

หากสมาชิกต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี อาจต้องพิจารณาทางเลือกต่างๆ เช่น โอนเงินไปยัง RMF for PVD หรือคงเงินไว้ในกองทุนเดิมจนครบอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนครบ 5 ปี เมื่อนำเงินออกจากกองทุนจึงจะเข้าเงื่อนไขได้รับยกเว้นภาษี

หรือถ้าหากสมาชิกต้องการนำเงินออกจากกองทุน พร้อมกับลาออกจากงานโดยไม่รอให้ครบ 55 ปี แต่เป็นสมาชิกกองทุนครบ 5 ปีตามเงื่อนไขแล้ว จะต้องนำเงิน 3 ส่วน ได้แก่ 1) ผลประโยชน์ของเงินสะสม 2) เงินสมทบ และ 3) ผลประโยชน์ของเงินสมทบ ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ทั้งนี้ สมาชิกกองทุนที่นำเงินออกจากกองทุน จะมีสิทธิ์ในการเสียภาษีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะออกจากงาน กรณีที่สมาชิกมีอายุงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป สามารถ "ยื่นภาษี" ได้ 2 แนวทาง คือ

ทางเลือกที่ 1 นำเงิน 3 ส่วนดังที่กล่าวไปแล้ว รวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ทางเลือกที่ 2 นำเงิน 3 ส่วนดังที่กล่าวไปแล้ว แยกคำนวณภาษีต่างหากจากเงินได้อื่นๆ โดยกรมสรรพากรกำหนดให้สามารถนำเงิน 3 ส่วนดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายในจำนวน 7,000 บาท ที่คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน เมื่อหักแล้วเหลือเท่าไรให้หักค่าใช้จ่ายอีก 50% ของเงินที่เหลือนั้น แล้วจึงนำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ตามหลักทั่วไป

3.3 กรณีออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงาน หากพนักงานผู้ลงทุนลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงาน สมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเฉพาะเงินสะสมเท่านั้น โดยไม่ต้องนำเงินสะสมไปรวมคำนวณภาษี เนื่องจากเป็นเงินได้ที่สมาชิกยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีอยู่แล้ว และได้รับการยกเว้นภาษีเท่ากับจำนวนเงินสะสมทั้งหมดที่นำส่งเข้ากองทุน แต่สมาชิกต้องนำเงินกองทุนอีก 3 ส่วน ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ดังนั้น มนุษย์เงินเดือนที่อยากออมเงินเพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณ หากมีโอกาสได้เข้าทำงานกับบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการให้ ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการออมเงินระยะยาวที่ไม่ควรมองข้าม และยังสามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย

-----------------------------------
Source : Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่