คลัง เล็ง"ขายหุ้น"ในพอร์ตนำเงินเพิ่มทุน "การบินไทย"

คลัง เล็ง"ขายหุ้น"ในพอร์ตนำเงินเพิ่มทุน "การบินไทย"

‘คลัง’ เล็งขายหุ้นในพอร์ตนำเงินไป เพิ่มทุนการบินไทย เพื่อรักษาความเป็นหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง คาดต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยถือหุ้นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 40% ประเมินทิศทางผลดำเนินงานดีต่อเนื่อง ด้านการบินไทย ต้องเร่งเพิ่มทุนจดทะเบียน 3.1 หมื่นล้านหุ้น

กระทรวงการคลังเตรียมพิจารณาขายหุ้นในพอร์ต เพื่อนำเงินไปใช้เพิ่มทุนในบริษัท การบินไทยจำกัด(มหาชน)หรือ THAI เพราะต้องการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นอันดับหนึ่งในการบินไทยซึ่งหมายถึงกระทรวงการคลังและหน่วยงานในกระทรวงการคลังจะต้องมีหุ้นในบริษัทการบินไทยไม่น้อยกว่า 40% จากปัจจุบันถือหุ้นรวมกันอยู่ที่ 47%

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) เปิดเผยว่า ยังบอกไม่ได้ว่า จะขายหุ้นตัวไหนออกมา ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับระดับนโยบายที่จะพิจารณา แต่โดยหลักการแล้วเรามีบัญชีซื้อขายหุ้นในพอร์ต เราก็จะใช้เงินตรงนั้น เพราะเราจะไม่ใช้งบประมาณมาเพิ่มทุน ทั้งนี้ เราคาดว่า จะใช้เงินเพิ่มทุนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท

คลัง เล็ง\"ขายหุ้น\"ในพอร์ตนำเงินเพิ่มทุน \"การบินไทย\"

 

ทั้งนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯเมื่อวันที่20 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ บริษัทก็จะต้องเดินหน้าไปตามแผนที่มีการแก้ไข ทั้งในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้เป็นทุน และ การเพิ่มทุน โดยกระทรวงการคลังพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆซึ่งในแผนกำหนดว่า ภาครัฐจะต้องถือหุ้นในบริษัทไม่น้อยกว่า 40%

ผอ.สคร.ประเมินด้วยว่า เท่าที่ได้รับรายงานพบว่า ผลการดำเนินงานของการบินไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นเพราะขณะนี้ ธุรกิจสามารถเปิดให้บริการได้ ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทก็ได้ปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะการลดจำนวนพนักงานลงไปครึ่งหนึ่ง ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงดังนั้น ผลการดำเนินงานโดยรวมก็น่าจะดีขึ้น

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เมื่อการบินไทยปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูแล้ว เมื่อทุนกลายมาเป็นบวก สามารถชำระหนี้ได้ บริษัทจะสามารถกลับเข้าไปลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนเดิม โดยคาดว่า การเข้าไปลิสต์ในตลาดจะเร็วกว่าแผน หรือช่วงปลายปี 2567

“การเพิ่มทุน ต้องดูไทม์มิ่ง แต่สิ่งหนึ่ง คือ ถ้าเขาปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้เป็นทุน และ เพิ่มทุน ทุนเขาจะกลับมาเป็นบวก เขาก็จะกลับไปลิสต์ในตลาดได้ ถ้าทิศทางดี ผลประกอบการดี มีเงินใช้หนี้ ก็น่าจะเร็วกว่าแผนเดิม คิดว่า ปลายปี 2567 ก็จะเข้าลิสต์ในตลาดได้”

เล็งขายหุ้นที่อยู่นอกตลาดด้วย

นางปานทิพย์ยังกล่าวด้วยว่า สคร.ยังคงมีนโยบายที่จะขายหุ้นในกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ได้รับมาจากการยึดทรัพย์ในอดีต ขณะนี้ มีอยู่กว่า 20 บริษัท ซึ่งจะต้องประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อตีราคาใหม่ หลังจากสถานการณ์ต่างๆได้เปลี่ยนไป โดยสคร.ก็มีคณะกรรมการที่พิจารณาในเรื่องนี้อยู่

หุ้นนอกตลาด มีราว 20 ตัว ก็ต้องทำดิวดิลิเจนท์ใหม่ เพื่อขายออก ถ้าเป็นหุ้นในตลาดมีราคาอ้างอิง แต่นอกตลาดไม่มีตัวอ้างอิง ต้องมีคนกลางมาประเมิน ส่วนจะขายตัวไหน ก็อยู่ที่คนสนใจซื้อ บางตัวก็ไม่มีคนสนใจ อย่างบางอันได้จากยึดทรัพย์ เขาก็อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อคืน แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายจะขายกี่ตัว อยู่ที่คนซื้อคนขายและอยู่ที่ราคา”

คาด‘บินไทย’Q4ปี66ผลดำเนินงานดีขึ้น

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบินไทยขาดทุนลดลงมาเรื่อยๆ มีบางไตรมาสสามารถทำกำไรได้แต่เกิดจากการขายสินทรัพย์ เป็นการฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดการบินไทย อยู่ในการฟื้นฟูตามสเตปถ้าอยู่ในแผนฟื้นฟูต้องฟื้นฟูตามแผนเพื่อให้ผลประกอบการกลับมา เพื่อขอคำสั่งศาลเพื่อให้หลุดการฟื้นฟู

“ตอนนี้เชื่อว่าอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่เป็นลักษณะที่ต้องการพยายามขายสินทรัพย์ พยายามให้กระแสเงินสดกลับมา ถ้าเราดูงบปี 2564 การบินไทยก็ยังเป็นบวก ครึ่งปีนี้แม้ว่าจะติดลบก็ถือว่า ติดลบตามภาคอุตสาหกรรม หากย้อนไปช่วงปลายปีที่แล้วการบินไทยก็ยังมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ประมาณ 50,000 กว่าล้านบาท ปีนี้ครึ่งปีแรกติดลบไป 6,000 ล้านบาท ก็ยังอยู่วิสัยที่ยังสามารถขยับทำกำไร ส่วนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังสามารถเป็นบวกมีค่อนข้างเยอะเช่นกัน”

ส่วนผู้ถือหุ้นแม้ยังติดลบอยู่ยังคงเป็นปัญหาที่การบินไทยต้องเข้ามาปรับอีกครั้ง เพราะว่าตอนนี้เหมือนการบินไทยต้องการพยายามที่จะลดภาระขาดทุน และลดการขาดทุนสะสม ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในช่วงของแผนการฟื้นฟู ส่งผลให้ในไตรมาส 4 ถึงปีหน้าผลการดำเนินงานน่าจะกลับมาดีขึ้น เพราะต้องดำเนินตามแผนการฟื้นฟูที่มีการตั้งเป้าให้การบินไทยต้องสามารถทำให้ได้ และถ้าดูในเรื่องของการท่องเที่ยวที่กำลังกลับมามีความเป็นไปได้ว่าจะกลับมาดีขึ้น

กูรูคาดกลับมามีกำไรปี67

นักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของการบินไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะ มีการลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง และจากการเปิดประเทศของหลายๆประเทศรวมถึงไทย ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้สายการบินทำการบินมากขึ้น และหากมีการบินไปต่างประเทศก็จะยิ่งส่งผลดีมากขึ้นไปอีก

ดังนั้นคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2565 จะดีที่สุดในปีนี้ อยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 เท่าจากไตรมาส2 ปี 2565 ที่มีรายได้ 2.1 หมื่นล้านบาท แต่ยังขาดทุนอยู่ เพราะ ต้นทุนราคาน้ำมันที่ยังอยู่ระดับสูงเมื่อเทียบกับปี 2562 ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 10 ล้านคนเท่านั้น

“ การที่การบินไทยจะกลับมามีกำไรได้ขึ้นอยู่กับว่าจะบริการจัดการ ราคาน้ำมัน และราคาตั๋วเฉลี่ย ได้ดีแค่ไหน”

 อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์บล.กสิกรไทย คาดว่าการบินไทยจะขาดทุนต่อเนื่องและจะกลับมาเริ่มมีกำไรในปี 2567

หวังซื้อขายในตลาดได้ปี68

รายงานข่าวจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สำหรับรายละเอียดสาระสำคัญในการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการที่ผ่านความเห็นชอบจากศาลล้มละลายกลางแล้ว โดยจะครอบคลุม 4 ประเด็น คือ

มีประเด็นต่างๆ ประกอบด้วย 1.แก้ไขและเพิ่มเติมรายละเอียดการแผนการชำระหนี้ของเจ้าหนี้บางกลุ่มเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการปฏิบัติตาม และให้บริษัทมีความคล่องตัวในการดำเนินกิจการในภาวะที่อุตสาหกรรมการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและการชำระหนี้ของเจ้าหนี้เดิมตามแผนฟื้นฟูกิจการฉบับปัจจุบัน

2.แก้ไขรายละเอียดในส่วนของผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนที่ไม่มีความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงในปัจจุบัน

3.จัดหาสินเชื่อใหม่แบบสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ไม่เกิน 6 ปี และ/หรือตราสารหนี้ที่มีอายุการไถ่ถอนไม่น้อยกว่า 6 ปี เป็นจำนวนไม่เกิน 12,500 ล้านบาท นอกจากนั้น บริษัทยังได้เตรียมการจัดหาสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Facility) ในวงเงินไม่เกิน 12,500 ล้านบาทเผื่อไว้อีกด้วย

ให้สิทธิเจ้าหนี้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน

4.ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวนประมาณ 31,500 ล้านหุ้น โดยมีเป้าหมายในการทำให้ส่วนทุนเป็นบวกเพื่อทำให้โครงสร้างทางการเงินของบริษัทมีความมั่นคงและเพื่อให้หลักทรัพย์ของบริษัทสามารถกลับไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าส่วนของทุนจะกลับมาเป็นบวกในปี 2567 และหลักทรัพย์ของบริษัทน่าจะสามารถกลับมาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2568

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวจะให้สิทธิผู้สนับสนุนสินเชื่อใหม่มีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในจำนวนเดียวกับจำนวนหนี้สินเชื่อใหม่ที่บริษัทเบิกใช้จริง (Drawdown Amount) เป็นจำนวนเงิน 12,500 ล้านบาท

รวมทั้งจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อชำระหนี้เดิมของเจ้าหนี้ทางการเงินตามแผนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลังที่เป็นทั้งเจ้าหนี้ทางการเงินและผู้ถือหุ้นหลักเดิมจะได้รับชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เงินต้นทั้งจำนวนเป็นทุน ในขณะที่เจ้าหนี้ทางการเงินกลุ่มอื่นๆ และเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เงินต้น 24.5% เป็นทุน

โดยหนี้เงินต้นส่วนที่เหลือในอัตรา 75.5% จะได้รับชำระหนี้จากกระแสเงินสดของการบินไทยตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนเดิม ซึ่งการแปลงหนี้เป็นทุนนี้จะทำให้การบินไทยสามารถมีส่วนทุนเพิ่มเติมและลดภาระหนี้ตามแผนลงได้ประมาณ 37,800 ล้านบาท

ตั้งราคาหุ้นละ2.5452บาท

สำหรับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อร้องรับการใช้สิทธิแปลงหนี้ดอกเบี้ยตั้งพักตามแผนเป็นทุน ที่ราคา2.5452 บาทต่อหุ้น ซึ่งทำให้การบินไทยอาจสามารถลดภาระการชำระหนี้ดอกเบี้ยตั้งพักไปได้ประมาณ4,845 ล้านบาท

นอกจากนี้การจัดสรรและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ ในราคาที่ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการเห็นสมควรและไม่ต่ำกว่า 2.5452 บาทต่อหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นเดิม และในกรณีที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หรือผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เต็มจำนวน ให้นำหุ้นส่วนที่มาเสนอขายให้แก่พนักงานบริษัท และหรือบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนให้แก่การบินไทยเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท