“กรณ์ จาติกวณิช” ชี้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นโอกาสปลดล็อกระบบการเงินไทย ชู Asset Tokenization–Stablecoin ลดต้นทุน ขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในเวที IMF–World Bank พร้อมหนุนความร่วมมือรัฐ-เอกชน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค
KEY POINTS
- นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกระบบการเงินของไทย โดยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในเวทีคู่ขนานการประชุม IMF-World Bank
- เทคโนโลยีอย่าง Asset Tokenization และ Stablecoins ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนทางการเงิน และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการ
- กรณ์เน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักของการนำเทคโนโลยีการเงินมาใช้คือเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนทางการเงินที่สูงของคนไทยและ SME
- ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัล (Financial Hub) ของภูมิภาค เนื่องจากมีความพร้อมด้านระบบชำระเงินดิจิทัล (พร้อมเพย์) และเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ออกกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
- การผลักดันให้ไทยเป็น Financial Hub ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชน
การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นอกจากเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับนานาชาติแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบการเงินในอนาคต ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรม ลดต้นทุนทางการเงิน และขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนและผู้ประกอบการ
กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงในช่วงการประชุมประจำปี IMF–World Bank ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้มีการจัดงานคู่ขนานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลและแนวทางพัฒนาระบบการเงินไทย โดยมีกรรมาธิการการเงิน การคลัง และสถาบันการเงิน ร่วมกับสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน
ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวได้รับฟังวิสัยทัศน์จากตัวแทนธนาคารโลก (World Bank) รวมถึง ดร.สักกะภพ พันธ์ยานุกูล จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนางนภนวลพรรณ ภวสันต์ จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาพัฒนาระบบการเงินของประเทศให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น
โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านการชำระเงินดิจิทัล โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์และ QR Code ที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย ขณะเดียวกัน ไทยยังเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ออกกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและนักลงทุน
สำหรับทิศทางการเงินยุคใหม่ เทคโนโลยี Asset Tokenization ซึ่งเป็นการแปลงสิทธิในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล และ Stablecoins ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบให้มีมูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์หรือสกุลเงินที่กำหนด กำลังเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกรรมทางการเงิน เปิดทางเลือกในการระดมทุน และพัฒนารูปแบบบริการทางการเงินใหม่ ๆ ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
กรณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้แก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินของคนไทยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงควรสนับสนุนนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพ และขยายโอกาสการลงทุนให้ประชาชน ควบคู่กับการป้องกันการหลอกลวงและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
นอกจากเวทีด้านสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว การประชุม IMF-World Bank ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ โดยนายกรณ์กล่าวว่า การมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และภาคบริการ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสศักยภาพของประเทศผ่านกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก
สำหรับงาน Side Event ด้านระบบการเงินยุคใหม่ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับ Marc Forni จาก World Bank และ Candace Kelly จาก Stellar Development Foundation โดยมี Sahib Anandsongvit จาก Superteam Thailand เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อหารือถึงบทบาทของนวัตกรรมทางการเงินในการลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็ก
กรณ์มองว่า หากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชนร่วมกันผลักดันเทคโนโลยีทางการเงินอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดความพร้อมที่มีอยู่ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันโลก แต่ต้องทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดภาระทางการเงิน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนไทย





