เครือข่ายบล็อกเชน Liquid Network ถูกแฮ็ก สูญบิตคอยน์ล็อตใหญ่มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ขณะที่เครือข่ายต้องระงับการทำธุรกรรมใหม่ทั้งหมดหลังเกิดเหตุ
Liquid Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่เชื่อมโยงกับบิตคอยน์และถูกใช้งานโดยแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีหลายแห่ง "ถูกแฮ็ก" ขโมยบิตคอยน์ไปได้เกือบทั้งหมด โดยขโมยไปประมาณ 4,000 เหรียญ จากทั้งหมด 4,200 เหรียญที่เก็บอยู่ในกระเป๋าเงิน Liquid Federation คิดเป็นความเสียหายมูลค่าถึง 320 ล้านดอลลาร์ (รว 10,500 ล้านบาท)
Liquid Network โพสต์บน X ว่า ผู้ก่อเหตุเป็น “ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นแฮ็กเกอร์หมวกขาว” (white-hat hackers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนย้ายเงินออกไปหลังค้นพบช่องโหว่ โดยจะคืนเงินให้ในภายหลัง แต่ก็มักเรียกเก็บค่าตอบแทนด้วย
เงินดังกล่าวถูกถอนออกไปผ่าน SideSwap ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชำระธุรกรรมที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการโอนเงินจากเครือข่าย แต่บริษัทยืนยันว่า กุญแจ (key) ไม่ได้ถูกเจาะหรือถูกขโมย
“กระเป๋าเงินของเราได้รับผลกระทบ และเราขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น” Liquid Network ระบุ พร้อมเสริมว่าได้ระงับการทำธุรกรรมใหม่ทั้งหมดแล้ว ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานเครือข่ายได้ตามปกติอีกครั้ง
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการโจมตีล่าสุดในบรรดาเหตุการณ์หลายครั้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประเด็นความมั่นคงทางไซเบอร์ในอุตสาหกรรมคริปโทฯ กลับมาได้รับความสนใจอีกครัง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แฮกเกอร์รายหนึ่งดูดสินทรัพย์มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ ออกจากแพลตฟอร์มให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับ Crypto.com ขณะที่ในเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เกิดการแฮ็ก Coldcard ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินบิตคอยน์แบบออฟไลน์ยอดนิยม และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล
สำหรับ Liquid Network เริ่มดำเนินงานในปี 2018 โดย Blockstream Corp. บริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ร่วมก่อตั้งโดย อดัม แบ็ค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัส (cryptographer) ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้สนับสนุนบิตคอยน์ ปัจจุบัน Liquid Network ได้รับการบริหารจัดการโดยเครือข่ายที่ประกอบด้วยแพลตฟอร์มซื้อขาย บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทบริหารสินทรัพย์มากกว่า 80 แห่ง ตามข้อมูลของ Blockstream
ทั้งนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทฯ รายใหญ่หลายแห่ง เช่น BTSE และ Bitfinex ซึ่งมีบริษัทแม่เดียวกับ Tether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดของโลก ต่างก็ใช้งาน Liquid Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่ช่วยให้ชำระธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการออก Liquid Bitcoin หรือ L-BTC โดยมีบิตคอยน์จริงที่ถูกล็อกไว้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง
อะเนย์ริน ฟลินน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ FailSafe บริษัทเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ กล่าวว่า หลักฐานเบื้องต้นชี้ว่าอาจมีข้อบกพร่องที่ทำให้สามารถสร้าง L-BTC ขึ้นมาได้ และเหตุการณ์ครั้งนี้ “เป็นเหตุโจมตีล่าสุดในบรรดาการโจมตีหลายครั้งที่เปิดโปงจุดอ่อนของโครงสร้างพื้นฐานคริปโทในปีนี้”
“เมื่อบิตคอยน์ประมาณ 95% ถูกขโมยออกไป และเครือข่ายต้องหยุดดำเนินการ เหตุการณ์นี้จึงเปิดให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในระบบตรวจสอบความถูกต้องและกลไกสินทรัพย์หนุนหลังของ Liquid”
ที่มา: Bloomberg




