จากกรณี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยื่นหลักฐานต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ และอดีตกรรมการ 2 ราย ข้อกล่าวหาคือการปกปิดข้อมูลกรณีถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้ามูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาทเมื่อปี 2564
ความคืบหน้าล่าสุด ทางพันตำรวจเอก วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ. เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจ ว่า ขั้นตอนต่อไป ทางพนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินการเรียกพยานเอกสารทางการเพิ่มเติม โดยเฉพาะรายชื่อคณะกรรมการในช่วงเวลาที่เกิดเหตุจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อประกอบสำนวนให้ครบถ้วน
หลังจากนั้นจะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา และสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับระยะเวลาการดำเนินคดีที่ค่อนข้างนานนับตั้งแต่เกิดเหตุในปี 2564 นั้น ทางบก.ปอศ. ระบุว่า ไม่มีปัญหาต่อการทำคดีหรือการยื่นฟ้อง เนื่องจากทาง ก.ล.ต. จำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบรายละเอียดและสืบสวนข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนก่อนจะส่งเรื่องดำเนินคดี
อนึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ส่งมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้แก่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด
ข้อกล่าวหาคือการปกปิดข้อมูลกรณีที่บริษัทถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวน 16 สกุลเงิน มูลค่ารวมประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2564
ก.ล.ต. พบว่า บิทคับได้นำส่งรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (ดจ.1) ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ดูเหมือนว่าทรัพย์สินของลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบจากการโจรกรรม
มีการกล่าวโทษอดีตกรรมการ 2 ราย คือ นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ในฐานะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบและร่วมลงนามในรายงานเท็จดังกล่าว
การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดฐานลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลอื่น ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561



