สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งเดินหน้าคดี "บิทคับ ออนไลน์" โดยส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หลังกล่าวหาบริษัทและอดีตกรรมการ 2 ราย ปกปิดข้อมูลเหตุถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลลูกค้ามูลค่า 1,700 ล้านบาท พร้อมระบุว่ามีการนำส่งรายงานที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานกำกับ โดยยื่นหลักฐานให้กับ พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.วรัท เสริมสุจริต สารวัตรสอบสวน กก.3 บก.ปอศ.
โดยการดำเนินการครั้งนี้ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า บริษัทไม่ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าที่เกิดขึ้นในปี 2564 ผ่านรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ซึ่งผลการตรวจสอบระบุว่า ในเดือนพ.ค. 2564 บริษัทถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้ารวม 16 สกุล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ดังกล่าวถูกโอนออกจากศูนย์ซื้อขายของบริษัท
อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความเสียหายดังกล่าว แต่ในช่วงระหว่างวันที่ 10 พ.ค.-30 ต.ค. 2564 บริษัทกลับยังคงนำส่งแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (ดจ.1) โดยแสดงข้อมูลทรัพย์สินในลักษณะที่ไม่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ฐานะสินทรัพย์ของลูกค้าตามรายงานยังปรากฏว่าไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ยังพบว่า นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทในช่วงเวลานั้น และมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดทำและนำส่งแบบรายงาน ดจ.1 ได้ร่วมลงนามในเอกสารดังกล่าว จึงถูกกล่าวหาให้ร่วมรับผิดกับบริษัทตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 76
โดย ก.ล.ต. ยังระบุว่า การจัดทำรายงานดังกล่าวมีลักษณะทำให้หน่วยงานกำกับเข้าใจว่าทรัพย์สินดิจิทัลของลูกค้ายังคงได้รับการเก็บรักษาอย่างครบถ้วน ทั้งที่เกิดการโจรกรรมไปแล้ว จึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 88 (2) ฐานลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลอื่น ซึ่งมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องรวม 3 ราย ได้แก่ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ซึ่งอดีตกรรมการทั้งสองได้พ้นจากตำแหน่งแล้ว โดยคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งคดีดังกล่าวถือเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
โดยก่อนหน้านี้ นายสกลกร สระกวี อดีตกรรมการ บริษัท บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด และบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ออกมาชี้แจงเป็นครั้งแรกถึงกรณีเหตุการณ์ Bitkub Exchange ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อปี 2564 พร้อมยอมรับว่าเป็นผู้ตัดสินใจไม่แจ้งเหตุการณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสาธารณชนในขณะนั้น โดยระบุว่าได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อแสดงความรับผิดชอบ พร้อมยืนยันว่าลูกค้าไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อตั้งใช้เงินส่วนตัวซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลคืนให้ครบทั้งหมด
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดย Bitkub Exchange ถูกโจรไซเบอร์โจรกรรมเหรียญดิจิทัล อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งได้ตัดสินใจนำเงินส่วนตัวมาชดเชยและซื้อเหรียญคืนให้ลูกค้าครบถ้วนในทันที ส่งผลให้ลูกค้าทุกรายได้รับสินทรัพย์คืนครบ และไม่มีผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
สำหรับสาเหตุที่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลต่อ ก.ล.ต. และสาธารณชนในขณะนั้น นายสกลกรระบุว่า เป็นการตัดสินใจของตนเองในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดภาวะ "Bank Run" หรือการแห่ถอนสินทรัพย์และเทขายเหรียญจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลร่วงลงอย่างรุนแรง กระทบต่อลูกค้าหลายแสนราย พนักงานหลายร้อยคน รวมถึงความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย โดยเชื่อว่าหากข่าวถูกเปิดเผยในช่วงเวลานั้น อุตสาหกรรมคริปโทของไทยอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นตัว
นายสกลกรยอมรับว่า การแก้ไขรายงานเหตุการณ์ (NCR หรือ ดจ.1) เพื่อไม่ให้ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผย เป็นการกระทำของตนเพียงคนเดียว พร้อมยืนยันว่ากรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานคนอื่นไม่มีส่วนรับรู้หรือเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว
นอกจากนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการทั้งในบริษัท บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด และบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการติดตามผู้ก่อเหตุโจรกรรมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายสกลกร ยังกล่าวถึงสถานะปัจจุบันของ Bitkub Exchange ว่า บริษัทได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยลงทุนในระบบความปลอดภัยเพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหลายครั้ง นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และพบว่าสินทรัพย์ของลูกค้ามีอยู่ครบถ้วนและปลอดภัย
ในด้านการดูแลสินทรัพย์ลูกค้า ปัจจุบันบริษัทได้ย้ายการเก็บรักษาสินทรัพย์ส่วนหนึ่งไปยังผู้รับฝากทรัพย์สินดิจิทัล (Third-party Custodian) ระดับโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน
ช่วงท้ายของการชี้แจง นายสกลกรกล่าวว่า ตนเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่อาจตัดสินใจผิดพลาด แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจในวันนั้นมีเป้าหมายเพื่อปกป้องลูกค้าและรักษาเสถียรภาพของระบบ แม้จะยอมรับผิดในส่วนของการปกปิดข้อมูล แต่ยืนยันว่าไม่เคยละเลยความรับผิดชอบต่อลูกค้า พร้อมขอให้สังคมยังคงเชื่อมั่นใน Bitkub เพื่ออนาคตของพนักงานกว่า 700 คน และเพื่อให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้



