ราคาบิตคอยน์ร่วงลงไปแตะ 59,023.98 ดอลลาร์ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2024 เจอมรสุมรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยลบภายในวงการ
“ราคาบิตคอยน์” ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามทิศทางของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พากันดิ่งลง ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดราคาบิตคอยน์ร่วงลงไปมากกว่า 4% มาอยู่ที่ประมาณ 59,548.19 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งจะดิ่งไปแตะจุดต่ำสุดที่ 59,023.98 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2567 และเป็นการหลุดกรอบ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ ก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนไหวที่ 60,736.36 ดอลลาร์
2 ปัจจัยกดดันรอบด้าน
ในปัจจุบัน บิตคอยน์ตกอยู่ในสภาวะตลาดหมี หรือตลาดขาลงมานานร่วม 8 เดือนแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากสองฝั่ง
ฝั่งแรกคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่เงินทุนของนักลงทุนพากันไหลไปสู่สินทรัพย์กระแสหลักอื่น ๆ เช่น หุ้นกลุ่ม AI หุ้น IPO ที่กำลังมาแรง และตลาดการคาดการณ์ ประกอบกับปัญหาสงครามในอิหร่านที่กระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อ จนทำให้เฟด ต้องมุ่งมั่นแก้ปัญหาเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจแบบนี้จึงไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ส่วนอีกฝั่งคือ ปัจจัยภายในวงการคริปโทเอง ที่นักลงทุนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในภาพรวมและเริ่มตั้งคำถามถึงมูลค่าที่แท้จริงของบิตคอยน์
สิ่งเดียวที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการช่วยปลุกตลาดคริปโทให้กลับมาคึกคักได้ในเวลานี้ คือร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดที่ชื่อว่า "CLARITY Act" ทว่ากฎหมายฉบับนี้มีเวลาเหลืออีกเพียงแค่ประมาณ 5 สัปดาห์เท่านั้นในการผ่านขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ
ทำไมตลาดหมีรอบนี้ถึงไม่น่ากลัวเหมือนครั้งก่อนๆ
แม้ว่าบรรยากาศในตลาดจะดูซบเซา แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการร่วงลงของบิตคอยน์ในรอบนี้ไม่ได้รุนแรงหรือน่ากลัวเหมือนกับช่วง "ฤดูหนาวคริปโต" ในอดีต เหตุผลสำคัญมาจากพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป
แซม คัลลาฮาน (Sam Callahan) ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และการวิจัยจาก OranjeBTC ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการเงินทุนบิตคอยน์ ได้วิเคราะห์ว่า ตลาดในตอนนี้เปรียบเสมือน "ตลาดกระทิงที่แย่ที่สุด แต่เป็นตลาดหมีที่ดีที่สุด"
แซม อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ความผันผวนของบิตคอยน์ลดลงเมื่อเทียบกับตลาดขาลงในอดีต เป็นเพราะโครงสร้างผู้ถือครองเปลี่ยนไป บิตคอยน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยขนาดเล็กอีกต่อไป แต่มีฐานนักลงทุนที่ใหญ่ขึ้น มีสภาพคล่องที่สูงขึ้น และมีกลุ่มนักลงทุนสถาบันรายใหญ่เข้ามาถือครองในสัดส่วนที่มากอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้แรงแกว่งของราคา ทั้งในเวลาที่ราคาขึ้นและลง มีความนิ่งและเสถียรมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในสัปดาห์นี้ยังคงเห็นสัญญาณการเทขาย โดยกองทุนรวมดัชนีบิตคอยน์ (Bitcoin ETF) มียอดเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 182 ล้านดอลลาร์ และกำลังจะทำสถิติมียอดเงินไหลออกสุทธิติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 แล้ว ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การบริหารของกองทุน Bitcoin ETF ลดลงมาอยู่ที่ 77.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยสูงถึงประมาณ 113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
อ้างอิง CNBC


