เมื่อโลกไม่รู้ 'ตลาดคริปโทไทย' แกร่งแค่ไหน
ทั้งที่มีผู้เล่นหลากหลาย กฎหมายพร้อม Bitkub จับมือ ShardLab และ SCB 10X ดึงสายตาโลกกลับมาที่ไทย ผ่านเวที SEABW 2026
หากกางสถิติดูตัวเลขผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า ภูมิภาคนี้มีผู้ใช้งานรวมกันเกือบ 20 ล้านคน โดยเฉพาะ “ประเทศไทย” ที่เดียวก็มีผู้ใช้งาน “คริปโทเคอร์เรนซี” สูงถึง 5 ล้านคน ซึ่งติดอันดับท็อปๆ ของโลก
แต่ความตลกร้ายคือ เมื่อผู้เล่นระดับท็อปของไทยก้าวออกไปสู่เวทีโลก กลับพบว่า "ไม่มีใครรู้จักเราเลย" ชื่อของประเทศไทยหรือแม้แต่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ กลับไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือถูกพูดถึงในระดับที่ควรจะเป็น ทำไมตลาดยักษ์หลับแห่งนี้ถึงยังซ่อนตัวอยู่ใต้เรดาร์ของต่างชาติ?
‘ตลาดคริปโทไทย’ แกร่ง แต่โลกไม่รู้
อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub Group ได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าเสียดายว่า ประเทศไทยมีตลาดที่ใหญ่และแข็งแกร่งมาก เฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง Bitkub ก็มีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน และหากรวมผู้เล่นทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขผู้ใช้งานนั้นสูงถึงเกือบ 20 ล้านคน
แต่เมื่อบินไปต่างประเทศ คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นความว่างเปล่า ไม่มีใครรู้จักตลาดคริปโทไทย หรือแม้แต่ชื่อของแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งของไทยเลย
ทว่าสิ่งที่ทำให้ไทยและภูมิภาคนี้ยังขาดโอกาสบนเวทีโลก คือการขาดพื้นที่หรือกระบอกเสียงที่จะดึงดูดสายตาชาวต่างชาติให้เข้ามาเห็นศักยภาพของเราอย่างแท้จริง ในอดีต งานอีเวนต์ใหญ่ๆ ในไทยมักเป็นเพียงการจัดงานของคนไทยกันเอง หรือเป็นงานของชาวต่างชาติที่เข้ามาจัดโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับผู้เล่นในประเทศ
SCBX ไม่ใช่แค่เทรด แต่คือ 'Future of Finance'
ความแข็งแกร่งของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มนักลงทุนรายย่อย แต่สถาบันการเงินดั้งเดิมก็กระโดดเข้ามาร่วมวงอย่างจริงจัง คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท SCB10X ให้มุมมองว่า ธนาคารไม่ได้มองเรื่องบล็อกเชนเป็นแค่การเก็งกำไร แต่คืออนาคตของการเงิน โดย SCBX เริ่มลงทุนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมาตั้งแต่ปี 2015
ทรนด์ระดับโลกในตอนนี้ สถาบันใหญ่ๆ โฟกัสไปที่เทคโนโลยีบล็อกเชน, Stablecoin และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Tokenization) หรือ Real World Asset (RWA) ซึ่งการนำสินทรัพย์มาทำ Tokenization นี้ จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้คนตัวเล็กๆ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและการลงทุนที่มีคุณภาพสูงได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ คนไทยยังเปิดรับของใหม่ๆ ได้ไวมาก จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกให้เข้ามาทำสตาร์ทอัปและโปรเจกต์ต่างๆ
ไทยคือจุดยุทธศาสตร์ที่ "ยูนีค" ที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพระดับโกลบอล โฮจิน คิม (Hojin Kim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ShardLab ได้ยืนยันศักยภาพนี้ว่า ในระดับอาเซียน “ไทยมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ประเทศไทย "ยูนีค" และมีศักยภาพเหนือกว่าใคร คือการมี 3 เสาหลัก คือ 1. ฐานผู้ใช้งานรายย่อย ที่มหาศาล 2. ระบบนิเวศของสตาร์ทอัปที่แข็งแกร่ง และ 3. การเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบันการเงินระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ ที่กำลังทำเรื่อง Tokenization และ Stablecoin อย่างจริงจัง ซึ่งความพร้อมระดับนี้ ไม่ได้หาเจอง่ายๆ ในประเทศอื่นที่ตลาดยังไม่โตพอ หรือขาดผู้เล่นสถาบัน
ดึงสายตาโลกกลับมาที่ไทย ผ่านเวที SEABW 2026
เมื่อเรามีทั้ง "ผู้เล่นที่แกร่ง" และ "กฎหมายที่พร้อม" จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะลบภาพความไม่รู้ของโลกออกไป คือการสร้างพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างคนไทยและผู้เล่นระดับโลก นี่จึงเป็นที่มาของการจัดงาน Southeast Asia Blockchain Week 2026 (SEABW 2026) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพ
งานนี้ไม่ใช่แค่การรวมตัวของคนในวงการคริปโท แต่คือการเปิดบ้านโชว์ศักยภาพของประเทศ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และเชื่อมจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกับสถาบันการเงินและสตาร์ทอัปในไทย เพื่อทำให้โลกได้รับรู้เสียทีว่า "ตลาดคริปโทไทย" แข็งแกร่งและพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางทางเทคโนโลยีการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง
สำหรับใครที่อยากเข้าไปอัปเดตเทรนด์และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนี้ งาน SEABW 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยไฮไลต์สำคัญคือเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ Web3 ได้อย่างเท่าเทียมด้วยบัตร General Pass ที่เข้าร่วมงานได้ฟรี





