ดราม่าวงการคริปโทฯ เดือด เมื่อ วรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ “แอ็คมี่” นักธุรกิจและนักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีชื่อดัง เจ้าของฉายา “เทพคริปโทฯ” และ “ซีอีโอหมื่นล้าน” ประกาศเดินหน้าฟ้องอาญา "อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ" ในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูกกล่าวหาผ่านสื่อว่าก่อความเสียหายกว่า 1,386 ล้านบาท พร้อมตัวเลขผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า และอ้างว่ามีผู้เสียหายมากกว่า 1,000 คน โดยเจ้าตัวยืนยันจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล
ทั้งนี้ จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกล่าวหาผ่านสื่อมวลชนและช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเสียหายจากการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ากว่า 1,386 ล้านบาท รวมถึงการอ้างถึงผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า และมีผู้เสียหายมากกว่า 1,000 คน ล่าสุด วรวัฒน์ นาคแนวดี (แอ็คมี่) ได้ออกมาชี้แจงและตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
'แอ็คมี่' ระบุผ่านเฟสบุคส่วนตัวที่ชื่อ Worawat Narknawdee ว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ที่ผ่านมาเขาสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ด้วย “ความจริง” ทุกครั้ง พร้อมตั้งคำถามถึงตัวเลขความเสียหายและข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ว่ามีที่มาจากไหน รวมถึงตัวตนของผู้เสียหายที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีมากกว่า 1,000 คน
“ตัวเลขความเสียหายมาจากไหน ความเสียหายคืออะไร และผู้เสียหายที่ว่ามากกว่า 1,000 คนอยู่ที่ไหนกันแน่” วรวัฒน์ตั้งคำถาม พร้อมระบุว่าข้อมูลหลายอย่างที่ถูกเผยแพร่เป็นเพียง “เรื่องเล่า” ที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
ทั้งนี้ วรวัฒน์เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้ทีมทนายความดำเนินการยื่นฟ้อง แทนคุณ จิตต์อิสระ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 โดยขณะนี้ศาลอาญาได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ในคดีอาญาคดีดำหมายเลข อ.750/2569
นอกจากนี้ ทีมกฎหมายของวรวัฒน์ยังได้จัดทำหนังสือ Legal Notice for Media Information เพื่อชี้แจงข้อมูลไปยังสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าสื่อที่นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนโดยความเข้าใจผิดจะถูกระบุให้เป็นเพียงพยานในคดี และจะไม่มีการดำเนินคดีต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด
วรวัฒน์ยังระบุว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญไม่ใช่กระแสในสังคม แต่คือข้อเท็จจริงและหลักฐานในศาล พร้อมย้ำว่าท้ายที่สุด “ทุกเรื่องเล่าจะหยุดลง และจะเหลือไว้เพียงความจริงเท่านั้น”
พร้อมกันนี้ เขายังสะท้อนมุมมองต่อวงการการเงินว่าเป็นวงการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องสูง และมีความซับซ้อนไม่ต่างจากวงการการเมือง
คดีดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองในวงการการเงินและคริปโทเคอร์เรนซี โดยการต่อสู้ครั้งนี้กำลังเดินจาก “สนามสื่อ” ไปสู่ “สนามศาล” ซึ่งข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป





