“เมอร์เคิล แคปปิตอล” กางคัมภีร์รับมือกองทัพมรสุมเศรษฐกิจโลก ชี้ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลส่อบานปลาย ดันต้นทุนพลังงานพุ่งกระทบเงินเฟ้อสหรัฐฯ จน เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าคาด ขณะที่กำแพงภาษีมาตรา 122 จุดชนวนสงครามการค้ายกใหม่ กดดันนักลงทุนหนีซบเงินสด ด้าน “บิตเก็ต”เริ่มเห็นสัญญาณสถาบันดักเก็บของช่วงปรับฐาน
“วรเมธ จันทร์เสน” Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เปิดเผยในงานสัมมนาพิเศษ “สงครามการค้ายก 2 : มรสุมลูกใหม่กระทบสินทรัพย์ดิจิทัล” ว่า ภาพรวมการลงทุนในช่วงรอยต่อไตรมาส 1 และ 2 ปี 2569 ยังตกอยู่ภายใต้ของความไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
ชนวนเหตุสำคัญที่ตลาดกำลังหวาดผวาคือ ความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเกือบ 40% จากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนธ.ค. 2568
ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำหน้าที่เป็น “ภาษีทางอ้อม” กระตุ้นเงินเฟ้อให้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และเมื่อเงินเฟ้อสหรัฐยังค้างอยู่ที่ระดับ 3% (สูงกว่าเป้าหมาย 2%) ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะหั่นดอกเบี้ยในปีนี้อาจเหลือเพียง 1-2 ครั้ง หรืออาจคงดอกเบี้ยยาวกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เดิม
พร้อมกันนี้ เมื่อกำแพงภาษีกลับมาประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือ การประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ภายใต้มาตรา 122 ของสหรัฐ แม้จะเป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน แต่มองเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” มากกว่า ตลาดยังมีความกังวลสหรัฐอาจงัดอาวุธหนักอย่างมาตรา 301 หรือ 232 ออกมาใช้ในระยะถัดไป ซึ่งจะถือเป็นการเปิดฉากสงครามการค้ายกที่ 2 (Trade War 2.0) เต็มตัว
ภาวะดังกล่าวส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ Risk-off นักลงทุนโยกเงินเข้าถือ “เงินสด” ดันดัชนีดอลลาร์ (DXY) แข็งค่า ขณะที่ VIX Index พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนความกลัวที่ปกคลุมตลาดอย่างชัดเจน
แม้สินทรัพย์ดิจิทัลจะได้รับแรงกระแทกจากปัจจัยมหภาค แต่ Bitcoin (BTC) เริ่มแสดงความแข็งแกร่งสวนทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่น โดยพยายามกลับไปทดสอบระดับ 70,000 ดอลลาร์
โดยมีแรงหนุนสำคัญจาก 1. Institutional Demand กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิผ่าน Bitcoin Spot ETF ต่อเนื่อง 2. On-chain Data กลุ่มผู้ถือครองระยะยาว เริ่มชะลอการขาย และ 3. Fundamental Shift การรุกคืบของยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง BlackRock ในโลก DeFi และแผนของ NYSE ในการทำ Tokenized Security จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในระยะยาว
ดังนั้น แนะกลยุทธ์สายเก็งกำไรต้องลดเสี่ยง-สายยาว มองเป็นโอกาสลงทุนระยะสั้นควรลดสัดส่วนการลงทุน เนื่องจากตลาดยังอยู่ในช่วงปรับฐานจากความไม่แน่นอนของสงครามและนโยบายการค้า ขณะที่ระยะยาว (10-20 ปี) หากลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ยังสามารถถือครองได้ โดยมีแนวรับสำคัญที่ตลาดเฝ้ามองอยู่ในช่วง 45,000-55,000 ดอลลาร์ (อ้างอิง Cryptomind Advisory)
“เกรซี่ เฉิน” กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี และบริษัท Web3 กล่าวว่า สถานการณ์ราคาบิตคอยน์สัปดาห์ที่ผ่านมา ขึ้นมาแตะระดับ 73,000 ดอลลาร์เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนก.พ. แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของคริปโทฯ ในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากกว่าสินค้าเก็งกำไร
แต่เมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน เริ่มขยายวงกว้างดันราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ทำให้กระแสเงินทุนมีการสับเปลี่ยนสินทรัพย์ ทำให้บิตคอยน์ร่วงลงมาแตะ 65,000 ดอลลาร์
แต่มีมุมมองยังคงให้ทิศทางเชิงบวกต่อตลาดคริปโทฯ ในภาพรวมปีนี้ทั้งปีจากสภาพคล่องในตลาดการเงินยังไม่ได้ออกไปไหน เพียงแค่สับเปลี่ยนไปมาระยะสั้น เพราะนักลงทุนสถาบันต้องปรับพอร์ตลงทุนตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดหากความตึงเครียดตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง การยอมรับคริปโทฯ ในระดับสถาบันยังสามารถช่วยรักษาทิศทางขาขึ้นเอาไว้ได้ เช่นเดียวกับการยอมรับทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ ราคาน้ำมันกลับตัวมาเป็นขาขึ้นแล้ว แนวโน้มยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้อีกจากภาวะอุปทานขาดแคลน





