กลายเป็นประเด็น “ร้อนแรง” ที่คนในแวดวงการลงทุนและสตาร์ตอัป (Startup) ไทยจับตามองทันที เมื่อ KXVC (KasikornX Venture Capital) กองทุนยักษ์ใหญ่ของ KBTG ในเครือ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) หลังประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบนหน้าเว็บไซต์หลัก โดยระบุว่า “ผู้นำทัพคนสำคัญ” อย่าง “กัมปนาท วิมลโนท” ได้ยุติบทบาทการเป็นพนักงานของบริษัทอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่แค่การลาออกของมือบริหารระดับแม่ทัพ แต่คือ “นัยสำคัญ” ในถ้อยแถลงที่มาพร้อมกับคำแจ้งเตือนถึงสาธารณชน
หากไล่ไทม์ไลน์พบว่าเมื่อเดือน ก.ย.2566 KBTG เปิดตัวกองทุน KXVC มูลค่ามหาศาล เพื่อรุกตลาด AI, Web3 และ Deep Tech โดยมี "กัมปนาท" เป็น Managing Director (MD) และต่อมา 7 มี.ค.2569 หน้าเว็บหลักประกาศสถานะพนักงานของ “กัมปนาท” ว่า ได้พ้นสภาพไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2568 (หรือประมาณ 1 ปีก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการในครั้งนี้) โดยมีคำเตือนเร่งด่วน ที่บริษัทระบุชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายระดมทุนจากบุคคลภายนอกเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเป็นประโยคที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อ “ความเชื่อมั่น” อย่างมาก
“นเรศ เหล่าพรรณราย” นายก สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า กรณีการหลอกระดมทุนคริปโทฯ โดยอดีตวีซี ของ KXVC บุคคลในวงการคริปโทฯ ทราบเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้ชักชวนให้คนในวงการตั้งแต่เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพ อินฟลูเอ็นเซอร์ ฯลฯ เข้ามาระดมทุนจำนวนมาก
แต่ต่างคนต่างคิดว่ามีแค่ตนเองที่เสียหายเลยไม่คิดที่จะขยายความต่อ จนกระทั่งเกิดเป็นที่รับรู้ในวงกว้างถึงทราบว่ามูลค่าความเสียหายจำนวนมาก และบางรายอยู่ระหว่างการแจ้งความดำเนินคดี เบื้องต้นเท่าที่สมาคมฯ ทราบมาคงจะมีมูลค่าเสียหายเกิน 100 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ สมาคมฯ มีการ Self Regulated เป็นการกำกับดูแลกันเองของสมาคมฯ กับสมาชิกไม่ได้ถูกกำกับโดย ก.ล.ต. แต่เราพยายามดูแลกันเองมาตลอด ด้วยการเฝ้าระวังโปรเจกต์คริปโทฯ จากต่างประเทศที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นการหลอกลงทุนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับวงการคริปโทฯ ในไทย รวมถึงบางรายสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมก็จะไม่อนุมัติ รวมถึงให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการช่วยคัดกรอง
อย่างไรก็ดี กรณีอดีตวีซีรายนี้ สมาคมมองว่าเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลไม่ได้เป็นภาพรวมของทั้งวงการที่ส่วนใหญ่เป็นโปรเจกต์ที่มีคุณภาพ ดังนั้น วานนี้ (9 มี.ค.) สมาคมฯ มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางการกำกับดูแลกันเองในวงการคริปโทฯ ไทยที่เป็นรูปธรรมขึ้น รวมถึงมีนักกฎหมายอาสาที่จะเข้ามาช่วยดูแลคดีนี้ถ้าหากดูแล้วมีโอกาสที่จะทำเป็นคดีแบบฟ้องเป็นหมู่คณะได้ ซึ่งสมาคมฯ อาจช่วยอาสาเป็นตัวกลางรวบรวมผู้เสียหายมาให้ข้อมูล
ขณะที่ คนในแวดวงคริปโทฯ ระบุว่า “กัมปนาท” ใช้พฤติการณ์ “ดีลทิพย์” ด้วยการใช้ตำแหน่ง “เอ็มดี” ของกองทุนยักษ์ใหญ่สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อนำเสนอ “ดีลลับ” ในการจองซื้อเหรียญโทเคนของโปรเจกต์ระดับโลกก่อนเข้าตลาด โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือ Wallet ส่วนตัว ซึ่งสื่อนอกได้ตรวจสอบไปยัง 19 โปรเจกต์ที่เขาอ้างถึง และพบว่า ไม่มีโปรเจกต์ใดรู้จักหรือมีดีลกับเขาเลย
ดังนั้น มุมมองของตลาดต่อข่าวร้อนนี้ การประกาศย้อนหลังและการระบุข้อความเรื่อง “การระดมทุนเข้าบัญชีส่วนตัว” ทำให้วงในอุตสาหกรรวิเคราะห์ไปใน 2 ทิศทางหลัก คือ
1. ความเข้มงวดด้าน Governance 2. ความล่าช้าของการสื่อสาร ตลาดตั้งข้อสังเกตว่าทำไมการประกาศสถานะพนักงานที่สิ้นสุดลงตั้งแต่มี.ค. 2568 ถึงเพิ่งมาเป็นประเด็นชัดเจนในช่วงนี้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงกระบวนการสอบสวนภายในหรือข้อพิพาทที่เพิ่งได้ข้อสรุป
แน่นอนว่า ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการลงทุนการเปลี่ยนตัวแม่ทัพในกลุ่ม Web3 และ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อาศัย “ความเชื่อมั่น” (Trust) เป็นหัวใจหลัก ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อ “ความเชื่อมั่นของ Startup ใน Portfolio” เหล่าสตาร์ตอัปที่ KXVC เคยเข้าไปลงทุนอาจเกิดคำถามถึงทิศทางหลังจากนี้จะยังได้รับการสนับสนุน และมีวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องเหมือนยุคก่อตั้งหรือไม่
สุดท้าย ทิศทางต่อไปของ KXVC น่าจับตาว่า KBTG จะแต่งตั้งใครขึ้นมาแทน และจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจาก Web3 ไปสู่เทคโนโลยีอื่นที่ “ปลอดภัย” กว่าเดิมหรือไม่ เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ความโปร่งใสในสายตานักลงทุนระดับสากล





