วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

วงการคริปโทไทยสะเทือน ปมดีลทิพย์อดีตบิ๊ก KXVC สมาคมฯเร่งคุมเข้ม

วงการคริปโทไทยสะเทือน  ปมดีลทิพย์อดีตบิ๊ก KXVC สมาคมฯเร่งคุมเข้ม

กลายเป็นประเด็น “ร้อนแรง” ที่คนในแวดวงการลงทุนและสตาร์ตอัป (Startup) ไทยจับตามองทันที เมื่อ KXVC (KasikornX Venture Capital) กองทุนยักษ์ใหญ่ของ KBTG ในเครือ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) หลังประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบนหน้าเว็บไซต์หลัก โดยระบุว่า “ผู้นำทัพคนสำคัญ” อย่าง “กัมปนาท วิมลโนท” ได้ยุติบทบาทการเป็นพนักงานของบริษัทอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่แค่การลาออกของมือบริหารระดับแม่ทัพ แต่คือ “นัยสำคัญ” ในถ้อยแถลงที่มาพร้อมกับคำแจ้งเตือนถึงสาธารณชน 

วงการคริปโทไทยสะเทือน  ปมดีลทิพย์อดีตบิ๊ก KXVC สมาคมฯเร่งคุมเข้ม

หากไล่ไทม์ไลน์พบว่าเมื่อเดือน ก.ย.2566 KBTG เปิดตัวกองทุน KXVC มูลค่ามหาศาล เพื่อรุกตลาด AI, Web3 และ Deep Tech โดยมี "กัมปนาท" เป็น Managing Director (MD) และต่อมา 7 มี.ค.2569 หน้าเว็บหลักประกาศสถานะพนักงานของ “กัมปนาท” ว่า ได้พ้นสภาพไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2568 (หรือประมาณ 1 ปีก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการในครั้งนี้) โดยมีคำเตือนเร่งด่วน ที่บริษัทระบุชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายระดมทุนจากบุคคลภายนอกเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งเป็นประโยคที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อ “ความเชื่อมั่น” อย่างมาก

“นเรศ เหล่าพรรณราย” นายก สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า กรณีการหลอกระดมทุนคริปโทฯ โดยอดีตวีซี ของ KXVC บุคคลในวงการคริปโทฯ ทราบเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้ชักชวนให้คนในวงการตั้งแต่เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพ อินฟลูเอ็นเซอร์ ฯลฯ เข้ามาระดมทุนจำนวนมาก

แต่ต่างคนต่างคิดว่ามีแค่ตนเองที่เสียหายเลยไม่คิดที่จะขยายความต่อ จนกระทั่งเกิดเป็นที่รับรู้ในวงกว้างถึงทราบว่ามูลค่าความเสียหายจำนวนมาก และบางรายอยู่ระหว่างการแจ้งความดำเนินคดี เบื้องต้นเท่าที่สมาคมฯ ทราบมาคงจะมีมูลค่าเสียหายเกิน 100 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ สมาคมฯ มีการ Self Regulated เป็นการกำกับดูแลกันเองของสมาคมฯ กับสมาชิกไม่ได้ถูกกำกับโดย ก.ล.ต. แต่เราพยายามดูแลกันเองมาตลอด ด้วยการเฝ้าระวังโปรเจกต์คริปโทฯ จากต่างประเทศที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายที่จะเป็นการหลอกลงทุนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับวงการคริปโทฯ ในไทย รวมถึงบางรายสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมก็จะไม่อนุมัติ รวมถึงให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการช่วยคัดกรอง

อย่างไรก็ดี กรณีอดีตวีซีรายนี้ สมาคมมองว่าเป็นการกระทำเฉพาะบุคคลไม่ได้เป็นภาพรวมของทั้งวงการที่ส่วนใหญ่เป็นโปรเจกต์ที่มีคุณภาพ ดังนั้น วานนี้ (9 มี.ค.) สมาคมฯ มีการประชุมเพื่อหารือแนวทางการกำกับดูแลกันเองในวงการคริปโทฯ ไทยที่เป็นรูปธรรมขึ้น รวมถึงมีนักกฎหมายอาสาที่จะเข้ามาช่วยดูแลคดีนี้ถ้าหากดูแล้วมีโอกาสที่จะทำเป็นคดีแบบฟ้องเป็นหมู่คณะได้ ซึ่งสมาคมฯ อาจช่วยอาสาเป็นตัวกลางรวบรวมผู้เสียหายมาให้ข้อมูล

ขณะที่ คนในแวดวงคริปโทฯ ระบุว่า “กัมปนาท” ใช้พฤติการณ์ “ดีลทิพย์” ด้วยการใช้ตำแหน่ง “เอ็มดี” ของกองทุนยักษ์ใหญ่สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อนำเสนอ “ดีลลับ” ในการจองซื้อเหรียญโทเคนของโปรเจกต์ระดับโลกก่อนเข้าตลาด โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวหรือ Wallet ส่วนตัว ซึ่งสื่อนอกได้ตรวจสอบไปยัง 19 โปรเจกต์ที่เขาอ้างถึง และพบว่า ไม่มีโปรเจกต์ใดรู้จักหรือมีดีลกับเขาเลย

ดังนั้น มุมมองของตลาดต่อข่าวร้อนนี้ การประกาศย้อนหลังและการระบุข้อความเรื่อง “การระดมทุนเข้าบัญชีส่วนตัว” ทำให้วงในอุตสาหกรรวิเคราะห์ไปใน 2 ทิศทางหลัก คือ

1. ความเข้มงวดด้าน Governance  2. ความล่าช้าของการสื่อสาร ตลาดตั้งข้อสังเกตว่าทำไมการประกาศสถานะพนักงานที่สิ้นสุดลงตั้งแต่มี.ค. 2568 ถึงเพิ่งมาเป็นประเด็นชัดเจนในช่วงนี้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงกระบวนการสอบสวนภายในหรือข้อพิพาทที่เพิ่งได้ข้อสรุป

แน่นอนว่า ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการลงทุนการเปลี่ยนตัวแม่ทัพในกลุ่ม Web3 และ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อาศัย “ความเชื่อมั่น” (Trust) เป็นหัวใจหลัก ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อ “ความเชื่อมั่นของ Startup ใน Portfolio” เหล่าสตาร์ตอัปที่ KXVC เคยเข้าไปลงทุนอาจเกิดคำถามถึงทิศทางหลังจากนี้จะยังได้รับการสนับสนุน และมีวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องเหมือนยุคก่อตั้งหรือไม่

สุดท้าย ทิศทางต่อไปของ KXVC น่าจับตาว่า KBTG จะแต่งตั้งใครขึ้นมาแทน และจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนจาก Web3 ไปสู่เทคโนโลยีอื่นที่ “ปลอดภัย” กว่าเดิมหรือไม่ เพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ความโปร่งใสในสายตานักลงทุนระดับสากล