“Binance TH” มองตลาดคริปโทมีแนวโน้มผันผวนจากรับข่าวสารความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กังวลวิกฤตฟองสบู่เอไอ หนุนนักลงทุนหนีซบบอนด์ให้ผลตอบแทนจูงใจ ด้านราคาบิตคอยน์วูบใกล้จุดต่ำสุด ลุ้นรีบาวด์แตะ 80,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี จากนโยบายสหรัฐหนุนเงินลงทุนไหลเข้า
นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ไบแนนซ์ หรือ BINANCE TH และ ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy เปิดเผยว่า ในระยะสั้น ตลาดคริปโตปี 2569 มีแนวโน้มผันผวน จากความอ่อนไหวในการรับข่าวสาร หรือ เฮดไลน์ริสก์ (headline risk) ในระดับสูง
หากมีข่าวสารที่สร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือมาตรการภาษีชุดใหม่ของสหรัฐ อาจส่งผลให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในระยะเวลาสั้น ๆ
มองว่าหาก สงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ยืดเยื้อออกไป จะส่งผลราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ลดความน่าสนใจของคริปโทในฐานะสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง และผลักดันนักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปัจจุบันมีผลตอบแทนที่จูงใจราว 4.13% ต่อปี
ขณะที่ความความเสี่ยงฟองสบู่เอไอเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันตลาดคริปโท เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและคริปโทมีความสัมพันธ์ต่อกันสูง โดยในปีที่ 2568 ที่ผ่านมามีการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีกว่า 6.11 แสนล้านดอลลาร์ หากผลตอบแทนจากการลงทุนไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตลาด ก็อาจส่งผลในเชิงลบต่อตลาดคริปโทได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ ได้ปรับตัวลงไปอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ราว 60,000 ดอลลาร์ หรือลดลงกว่า 50% จากช่วงก่อนหน้าที่ทำนิวไฮที่ 120,000 ดอลลาร์ ถือเป็นลักษณะตลาดหมีอย่างเต็มรูปแบบ โดยมองว่า ในปัจจุบันแรงขายบิตคอยน์อาจใกล้ถึงจุดต่ำสุดและมีแนวโน้มจะรีบาวด์กลับขึ้นไป
คาดว่าช่วงขาขึ้นของบิตคอยน์ จะดันราคาแตะระดับ 80,000-100,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี
เนื่องจากกระแสการลงทุนใน Spot Bitcoin ETF มีเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 6-7% ของการลงทุนในบิตคอยน์ทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท อีกทั้งยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนทั้งจากบริษัทเอกชน และสถาบันการศึกษาอย่าง Brown University และ Harvard ที่เริ่มสะสมบิตคอยน์เป็นทุนสำรอง
นอกจากนี้ ตลาดคริปโท ยังได้แรงส่งจากนโยบายต่าง ๆ ของสหรัฐ ทั้งจากการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ผ่านข้อกฎหมาย Clarity Act และ Genius Act รวมถึงนโยบายช่วยเหลือทางเศรษฐกิจผ่านภาคการคลัง ทั้งผ่านการสนับสนุนค่าบ้านและแจกเงินกว่า 2,000 ดอลลาร์ โดยหวังผลกระแสนิยมหลังเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอม
ขณะที่ภาคการเงินเองแม้จะมีความไม่แน่นอนจากทิศทางของประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือประธานเฟดคนใหม่ แต่คาดว่าเบื้องต้นเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจและหนุนตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
หากสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายทางการเงิน จะกระตุ้นให้มีการโยกย้ายเงินลงทุนมาสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่งผลสอดคล้องกับปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกเวลานี้ หรือ Global M2 พุ่งขึ้นแตะระดับออลไทม์ไฮราว 105 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วยส่งเสริมตลาดคริปโทที่เป็นสินทรัพย์ขาดแคลนและมีจำนวนจำกัด
ปัจจุบันมองว่าบิตคอยน์อยู่ในจุดที่มีการขายมากเกินไป (Oversold) ดูได้จากดัชนี Fear and Greed ที่มีตัวเลขต่ำกว่า 15 เข้าขั้น Extreme Fear มักเป็นจังหวะสะสมที่ให้ผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว
"การลงทุนแบบ DCA เป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับลงทุนใน Bitcoin เนื่องจากสถิติในอดีตที่ผ่านมาชี้ว่าหากลงทุนแบบ DCA ต่อเนื่องทุกเดือน เป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี จะไม่ขาดทุนเลย และยังให้ผลกำไรที่สูงมากกว่า 100%" ดร.กร กล่าวเสริม
ทั้งนี้ บิตคอยน์ไม่มีอัตราส่วนพีอี (P/E ratio) เพื่อใช้ประเมินมูลค่าเช่นเดียวกับหุ้น แต่จะเคลื่อนไหวจากปัจจัยภายในของบิตคอยน์เองเป็นหลัก ทำให้การคาดการณ์เป็นเพียงการมองในกรอบกว้าง ๆ จากปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุน





