วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘กูรู’ เตือนคริปโทฯ เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ แนะถือเงินสด ดักรอ 60,000 ดอลลาร์

‘กูรู’ เตือนคริปโทฯ เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ แนะถือเงินสด ดักรอ 60,000 ดอลลาร์

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี” ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลด้าน “เศรษฐกิจโลก” และ “กระแสเงินทุน” ไหลออกจาก “สินทรัพย์เสี่ยง” นักวิเคราะห์ชี้ว่าตลาดได้เข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” อย่างชัดเจนแนะนักลงทุนชะลอความเสี่ยง ถือเงินสดรอจังหวะสะสมในระดับราคาที่เหมาะสม

‘กูรู’ เตือนคริปโทฯ เข้าสู่ ‘ตลาดหมี’ แนะถือเงินสด ดักรอ 60,000 ดอลลาร์

กรรณ์ หทัยศรัทธา” หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเผชิญแรง “กดดัน” จากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐ โดยเฉพาะการจับตา Kevin Warsh ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ เฟดคนใหม่ ซึ่งมีจุดยืนไม่สนับสนุนนโยบาย QE อาจทำให้สภาพคล่องใหม่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโท “ลดลง”

ด้านโครงสร้าง ราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ MicroStrategy ที่ราว 76,000 ดอลลาร์ ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อการลงทุน แม้บริษัทจะยืนยันไม่ขายสินทรัพย์ ขณะเดียวกันยังพบเงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF ต่อเนื่อง นอกจากนี้ราคาต้นทุนเฉลี่ยของ Bitcoin แบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ถือครองระยะยาว (Long Term Holder) มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 43,300 ดอลลาร์ ซึ่งยังอยู่ในภาวะมีกำไร ขณะที่ผู้ถือครองระยะสั้น (Short Term Holder) มีต้นทุนเฉลี่ยราว 91,000 ดอลลาร์ ยังเผชิญภาวะขาดทุน

เมื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนของเหรียญทั้งหมดในระบบ ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 55,000-56,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญต่อการประเมินมูลค่าตลาดในภาพรวม

ทั้งนี้ ระดับราคาปัจจุบันราว 60,000-70,000 ดอลลาร์ ถือเป็นช่วงกึ่งกลางระหว่างต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาว โดยโซนราคาที่เริ่มมีความปลอดภัยและน่าพิจารณาเข้าลงทุนอยู่บริเวณ 50,000 ดอลลาร์ปลาย ๆ ถึง 60,000 ดอลลาร์ต้นๆ ซึ่งใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยของตลาด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากการดีดตัวของราคาจาก 60,000 ดอลลาร์ขึ้นไปแตะระดับ 69,000 ดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการปรับขึ้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว อาจมีแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้ในระยะสั้น

กันตณัฐ วุฒิธร” หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด กล่าวว่า การปรับตัวลงแรงของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานของกระแสเงินทุน และการเข้าสู่ช่วงขาลงตามวัฏจักรหลังเหตุการณ์ Halving โดยประเมินว่าตลาดอาจซึมตัวต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 ของปีนี้

ทั้งนี้ พบ 2 ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังแรงเทขาย ได้แก่ การหมุนเวียนเงินทุนของนักลงทุนไปยังกลุ่มโลหะมีค่า ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น ทำให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์ดิจิทัล และการสิ้นสุดวัฏจักร 18 เดือนหลัง Bitcoin Halving ซึ่งตามสถิติ Bitcoin มักทำจุดสูงสุดก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐาน โดยรอบล่าสุดทำ All-Time High ในเดือนตุลาคม 2025

จากสถิติชี้ขาลงรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่าอดีต เนื่องจากหากอิงข้อมูลในอดีต ช่วงขาลงของ Bitcoin มักกินเวลาประมาณ 12 เดือน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของการปรับฐานมีแนวโน้มลดลงในแต่ละรอบ จาก -88%, -84% และ -78% ตามลำดับ สำหรับรอบปัจจุบันคาดว่าการปรับลดอาจอยู่ในช่วง 50-70% จากจุดสูงสุด โดยปัจจุบันราคาปรับลงแล้วราว 50% ทำให้ความคุ้มค่าด้านโอกาสฟื้นตัวเริ่มน่าสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้การวิเคราะห์ทางเทคนิคให้สัญญาณจำกัด แต่นับตั้งแต่ปี 2018 Bitcoin เคยปรับฐานเกิน 50% เพียง 3 ครั้ง โดยโซนปรับฐาน 55-60% จากจุดสูงสุดถือเป็นระดับสำคัญ ปัจจุบันประเมินแนวรับเชิงสถิติอยู่ที่ 50,500-56,800 ดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงระดับที่ตลาดเคยฟื้นตัวในปี 2021

ในภาวะตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนลดการพึ่งพาการวิเคราะห์ทางเทคนิค และหันมาเน้นปัจจัยพื้นฐาน ประเมินศักยภาพเหรียญที่ถือครอง และพิจารณาปรับพอร์ตหากสินทรัพย์ไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยสถิติปี 2024 ชี้ว่าเหรียญกลุ่ม Top 10 เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก

ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์” นักวิเคราะห์ บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีได้เข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” หลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค กระแสข่าวการคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ แรงขายต่อเนื่องจากกองทุน Bitcoin ETF และสภาพคล่องโลกที่เติบโตชะลอลง รวมถึงปริมาณ Stablecoin ในตลาดที่ลดลง ทำให้เม็ดเงินใหม่ไม่เพียงพอพยุงราคา

ในภาวะเช่นนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการถือเงินสดเพื่อรอจังหวะลงทุน โดยทีมวิเคราะห์ประเมินโซนราคา Bitcoin ที่ 50,000-55,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม และหากต้องการลงทุนควรเน้น Bitcoin เป็นหลัก เนื่องจากมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล

นอกจากนี้ยังแนะให้นักลงทุนจับตา 5 เหรียญหลักเมื่อสัญญาณตลาดเริ่มฟื้นตัว ได้แก่ Bitcoin, Ethereum, BNB, XRP และ Solana พร้อมมองว่าวัฏจักรการขึ้นลงแบบ 4 ปีของตลาดคริปโทอาจมีความสำคัญลดลงในอนาคต โดยทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของระบบการเงินโลกเป็นสำคัญ