วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน เมื่อราคาดิ่งแรงทะลุ 61,000 ดอลลาร์ ทำให้ตลาดถามหาถึงปัจจัยที่ทำให้ราคาดิ่งแรง ท่ามกลางความผันผวน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การมาของAI แต่สุดท้ายเงินทุนไหลเข้าตลาดโลหะมีค่า

วลีที่ว่า Bitcoin คือ “ทองคำดิจิทัล” กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อเหล่านักเทรดเริ่มหันหลังให้เหรียญคริปโทแล้วกระโจนเข้าหาตลาดโลหะมีค่าที่กำลังพุ่งแรง แทนที่จะใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองเหมือนที่เคยเชื่อกัน กระแสนี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลักที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง

ขณะนี้ ราคา บิตคอยน์ เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ลงไปทำระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือนที่ 61,000 ดอลลาร์ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าการที่ราคาปรับตัวลงแรงขนาดนั้นเกิดจากอะไร

สถานการณ์นี้อาจะเรียกได้ว่าราคาบิตคอยน์เข้าสู่ “ตลาดหมี” โดยสมบูรณ์แล้ว ด้วยการปรับตัวลดลง 52.41% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนต.ค.ปี 2568 ที่ระดับ 126,210 ดอลลาร์ 

ทำไม  ‘ขาลง’ ครั้งนี้ถึงแปลก ?

แม้ความผันผวนจะเป็นเรื่องปกติของคริปโท แต่การปรับตัวลดลงติดต่อกันนานถึง 4 เดือนในช่วงที่โลกวุ่นวาย ถือเป็นเรื่องที่ผิดคาดอย่างมาก 

ตามทฤษฎีที่ผู้สนับสนุนคริปโทพยายามผลักดันมาตลอดคือการยกให้ Bitcoin เป็น "ทองคำดิจิทัล"  หรือสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนควรใช้พักเงินในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหรือเกิดความวุ่นวายระดับโลก  

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา รวมถึงความขัดแย้งกับพันธมิตรในยุโรป แคนาดา และเกาหลีใต้ ช่วงเวลานี้ควรจะเป็นนาทีทองที่บิตคอยน์จะต้องพุ่งทะยานในฐานะแหล่งหลบภัยที่ปลอดภัยที่สุด

นอกจากความเสี่ยงด้านการเมืองโลกแล้ว ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ AI ยังสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ Claude ของบริษัท Anthropic เริ่มเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในสำนักงานกฎหมายได้แล้ว จนฉุดให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ดิ่งเหว 

บลูมเบิร์กรายงานว่า  สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์กังวลเกี่ยวกับวิกฤติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะปริมาณการซื้อขายที่ลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วง "ฤดูหนาวคริปโท”  แต่เป็นเพราะการดิ่งลงครั้งนี้ "ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน" นอกเสียจากว่าความตื่นเต้นในตลาดมันหายวับไปเองดื้อๆ

หากย้อนกลับไปในการล่มสลายช่วงปี 2561–2562สาเหตุมาจากการปราบปรามการระดมทุนแบบ ICO  หรือในปี พ.ศ. 2565–2566 ที่เกิดจากการล่มสลายของยักษ์ใหญ่อย่าง Terra-Luna, Three Arrows Capital และ FTX

แต่ในรอบปี 2569 นี้ กลับไม่มีเหตุการณ์ช็อกโลกในระดับเดียวกันเกิดขึ้นเลย จะมีเพียงก็แค่บาดแผลใจของเหล่านักเทรดที่ยังเจ็บปวดจากการดิ่งเหวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เงินไหลออกบิตคอยน์ เข้า ’ทองคำ-เงิน’

ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ในช่วงสิ้นเดือนม.ค.  ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาเหรียญร่วงลงไปแตะระดับ 86,000 ดอลลาร์ 

ในทางตรงกันข้าม กองทุนโลหะมีค่ากลับมีเงินไหลเข้าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ราคาทองคำสปอตพุ่งทะลุ 5,500 ดอลลาร์ และเงินทะยานเกิน 118 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของนักลงทุนที่เคยเชื่อว่า "คริปโท" จะเหนือกว่า "โลหะล้ำค่า" เพราะ Bitcoin กลับล้มเหลวในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูง

แพลตฟอร์มเทรดคริปโทอย่าง Hyperliquid และ Ostium กลายเป็นดัชนีชี้วัดความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างดี แม้ว่าโดยปกติคนจะเทรดเหรียญมีมเป็นหลัก แต่สัปดาห์ที่บิตคอยน์ดิ่งลง และทองคำพุ่งขึ้น กลับมีการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สของ "เงิน" สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าวอลุ่มของดัชนีหุ้นถึง 4 เท่า 

ขณะที่ใน Ostium สัดส่วนการถือครองสัญญา (Open Interest) กว่า 80% กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและเงินไปแล้ว

เครื่องมือที่เหล่านักเทรดนิยมใช้คือ Perpetual Swaps (Perps) ซึ่งเป็นสัญญาอนุพันธ์ในโลกคริปโทที่ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้สามารถใช้ Leverage และเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรอการเคลียร์ริ่งเหมือนตลาดดั้งเดิม ความสะดวกนี้ทำให้เหล่านักลงทุนรายใหญ่ (Whales) ที่เติบโตมากับคริปโทเริ่มย้ายเม็ดเงินเข้าสู่สินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นในช่วง 6-9 เดือนที่ผ่านมา จนปัจจุบันสัดส่วนการเทรดคริปโทในบางแพลตฟอร์มเหลือเพียง 5% เท่านั้น

ทฤษฎี "Debasement Trade" หรือความเชื่อที่ว่า Bitcoin จะราคาขึ้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อน เพื่อป้องกันเงินเสื่อมค่า เริ่มใช้ไม่ได้ผลในรอบนี้ 

แม้ว่าทฤษฎีนี้จะเคยรุ่งเรืองในช่วงโควิด-19 ที่ทองและคริปโทพุ่งไปพร้อมกัน แต่ปัจจุบันค่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลับติดลบที่ -0.18 หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสองกำลังวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม 

ยิ่งไปกว่านั้น กระเป๋าเงินคริปโทในปัจจุบันยังสามารถเข้าถึงการเทรดโลหะมีค่าได้โดยตรง ยิ่งทำให้เงินไหลออกจากคริปโทได้ง่ายขึ้น

บรรยากาศในกลุ่มนักลงทุนตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือกลุ่มที่วิ่งตามกระแส (FOMO) เข้าหาทองและเงิน และกลุ่มที่เริ่มโกรธเคืองที่ Bitcoin ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้จริงในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่า 

เทรนด์นี้กำลังขยายตัวไปสู่สินทรัพย์ดั้งเดิมอื่นๆ เช่น หุ้น และหุ้นก่อน IPO แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase และ Binance ก็เริ่มขยับตัวเข้าสู่การซื้อขายฟิวเจอร์สของสินทรัพย์ปกติแล้ว