วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน

’บิตคอยน์’ กับบทพิสูจน์ฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ ที่เริ่มสั่นคลอน เมื่อราคาดิ่งแรงทะลุ 61,000 ดอลลาร์ ทำให้ตลาดถามหาถึงปัจจัยที่ทำให้ราคาดิ่งแรง ท่ามกลางความผันผวน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การมาของAI แต่สุดท้ายเงินทุนไหลเข้าตลาดโลหะมีค่า

วลีที่ว่า Bitcoin คือ “ทองคำดิจิทัล” กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก เมื่อเหล่านักเทรดเริ่มหันหลังให้เหรียญคริปโทแล้วกระโจนเข้าหาตลาดโลหะมีค่าที่กำลังพุ่งแรง แทนที่จะใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองเหมือนที่เคยเชื่อกัน กระแสนี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์หลักที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง

ขณะนี้ ราคา บิตคอยน์ เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 69,000 ดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ลงไปทำระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือนที่ 61,000 ดอลลาร์ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าการที่ราคาปรับตัวลงแรงขนาดนั้นเกิดจากอะไร

สถานการณ์นี้อาจะเรียกได้ว่าราคาบิตคอยน์เข้าสู่ “ตลาดหมี” โดยสมบูรณ์แล้ว ด้วยการปรับตัวลดลง 52.41% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนต.ค.ปี 2568 ที่ระดับ 126,210 ดอลลาร์ 

ทำไม  ‘ขาลง’ ครั้งนี้ถึงแปลก ?

แม้ความผันผวนจะเป็นเรื่องปกติของคริปโท แต่การปรับตัวลดลงติดต่อกันนานถึง 4 เดือนในช่วงที่โลกวุ่นวาย ถือเป็นเรื่องที่ผิดคาดอย่างมาก 

ตามทฤษฎีที่ผู้สนับสนุนคริปโทพยายามผลักดันมาตลอดคือการยกให้ Bitcoin เป็น "ทองคำดิจิทัล"  หรือสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนควรใช้พักเงินในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำหรือเกิดความวุ่นวายระดับโลก  

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา รวมถึงความขัดแย้งกับพันธมิตรในยุโรป แคนาดา และเกาหลีใต้ ช่วงเวลานี้ควรจะเป็นนาทีทองที่บิตคอยน์จะต้องพุ่งทะยานในฐานะแหล่งหลบภัยที่ปลอดภัยที่สุด

นอกจากความเสี่ยงด้านการเมืองโลกแล้ว ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของ AI ยังสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ Claude ของบริษัท Anthropic เริ่มเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในสำนักงานกฎหมายได้แล้ว จนฉุดให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ดิ่งเหว 

บลูมเบิร์กรายงานว่า  สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์กังวลเกี่ยวกับวิกฤติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะปริมาณการซื้อขายที่ลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วง "ฤดูหนาวคริปโท”  แต่เป็นเพราะการดิ่งลงครั้งนี้ "ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน" นอกเสียจากว่าความตื่นเต้นในตลาดมันหายวับไปเองดื้อๆ

หากย้อนกลับไปในการล่มสลายช่วงปี 2561–2562สาเหตุมาจากการปราบปรามการระดมทุนแบบ ICO  หรือในปี พ.ศ. 2565–2566 ที่เกิดจากการล่มสลายของยักษ์ใหญ่อย่าง Terra-Luna, Three Arrows Capital และ FTX

แต่ในรอบปี 2569 นี้ กลับไม่มีเหตุการณ์ช็อกโลกในระดับเดียวกันเกิดขึ้นเลย จะมีเพียงก็แค่บาดแผลใจของเหล่านักเทรดที่ยังเจ็บปวดจากการดิ่งเหวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เงินไหลออกบิตคอยน์ เข้า ’ทองคำ-เงิน’

ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ในช่วงสิ้นเดือนม.ค.  ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ราคาเหรียญร่วงลงไปแตะระดับ 86,000 ดอลลาร์ 

ในทางตรงกันข้าม กองทุนโลหะมีค่ากลับมีเงินไหลเข้าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ราคาทองคำสปอตพุ่งทะลุ 5,500 ดอลลาร์ และเงินทะยานเกิน 118 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของนักลงทุนที่เคยเชื่อว่า "คริปโท" จะเหนือกว่า "โลหะล้ำค่า" เพราะ Bitcoin กลับล้มเหลวในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูง

แพลตฟอร์มเทรดคริปโทอย่าง Hyperliquid และ Ostium กลายเป็นดัชนีชี้วัดความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างดี แม้ว่าโดยปกติคนจะเทรดเหรียญมีมเป็นหลัก แต่สัปดาห์ที่บิตคอยน์ดิ่งลง และทองคำพุ่งขึ้น กลับมีการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สของ "เงิน" สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าวอลุ่มของดัชนีหุ้นถึง 4 เท่า 

ขณะที่ใน Ostium สัดส่วนการถือครองสัญญา (Open Interest) กว่า 80% กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและเงินไปแล้ว

เครื่องมือที่เหล่านักเทรดนิยมใช้คือ Perpetual Swaps (Perps) ซึ่งเป็นสัญญาอนุพันธ์ในโลกคริปโทที่ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้สามารถใช้ Leverage และเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรอการเคลียร์ริ่งเหมือนตลาดดั้งเดิม ความสะดวกนี้ทำให้เหล่านักลงทุนรายใหญ่ (Whales) ที่เติบโตมากับคริปโทเริ่มย้ายเม็ดเงินเข้าสู่สินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นในช่วง 6-9 เดือนที่ผ่านมา จนปัจจุบันสัดส่วนการเทรดคริปโทในบางแพลตฟอร์มเหลือเพียง 5% เท่านั้น

ทฤษฎี "Debasement Trade" หรือความเชื่อที่ว่า Bitcoin จะราคาขึ้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อน เพื่อป้องกันเงินเสื่อมค่า เริ่มใช้ไม่ได้ผลในรอบนี้ 

แม้ว่าทฤษฎีนี้จะเคยรุ่งเรืองในช่วงโควิด-19 ที่ทองและคริปโทพุ่งไปพร้อมกัน แต่ปัจจุบันค่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลับติดลบที่ -0.18 หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสองกำลังวิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม 

ยิ่งไปกว่านั้น กระเป๋าเงินคริปโทในปัจจุบันยังสามารถเข้าถึงการเทรดโลหะมีค่าได้โดยตรง ยิ่งทำให้เงินไหลออกจากคริปโทได้ง่ายขึ้น

บรรยากาศในกลุ่มนักลงทุนตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือกลุ่มที่วิ่งตามกระแส (FOMO) เข้าหาทองและเงิน และกลุ่มที่เริ่มโกรธเคืองที่ Bitcoin ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงได้จริงในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่า 

เทรนด์นี้กำลังขยายตัวไปสู่สินทรัพย์ดั้งเดิมอื่นๆ เช่น หุ้น และหุ้นก่อน IPO แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase และ Binance ก็เริ่มขยับตัวเข้าสู่การซื้อขายฟิวเจอร์สของสินทรัพย์ปกติแล้ว