บิตคอยน์ดิ่งสู่ 72,877 ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 15 เดือน ฉุดตลาดคริปโทโลกวูบ 4.67 แสนล้านดอลลาร์ ‘ไมเคิล เบอร์รี’ เตือนเสี่ยงพาตลาดสู่ ‘วงจรล่มสลาย’ กระทบถึงบริษัทถือคริปโท-เหมืองขุดบิตคอยน์
บลูมเบิร์กรายงานว่า มูลค่าของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกทั่วโลกลดลง 4.67 แสน ล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค. ตามข้อมูลจาก CoinGecko เนื่องจากนักลงทุนเทขาย “บิตคอยน์” อย่างหนัก จนวันนี้(4 ก.พ.)ราคาบิตคอยน์ร่วงสู่ระดับ 72,877 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ก่อนที่จะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 76,000 ดอลลาร์
ความผันผวนครั้งนี้สร้างความเสียหายมหาศาล ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง มีนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สถูกบังคับขาย (Liquidation) ไปมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์ และหากนับรวมความเสียหายสะสมตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.เป็นต้นมา พบว่ามีมูลค่าสูงกว่า 6.67 พันล้านดอลลาร์ ประมาณ 2.4 แสนล้านบาทแล้ว
ขณะเดียวกัน กระแสเงินในกองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐก็ผันผวนอย่างหนัก หลังจากที่วันที่ 2 ก.พ. เพิ่งจะมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 562 ล้านดอลลาร์ แต่ในวันถัดมานักลงทุนกลับเปลี่ยนใจแห่ถอนเงินออกทันทีถึง 272 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของบลูมเบิร์ก
‘บิตคอยน์’ เป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไร?
ราคาบิตคอยน์ที่ดิ่งลงอย่างหนักในช่วงนี้ กำลังทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า บิตคอยน์เป็น "ทองคำดิจิทัล" ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดได้เหมือนทองคำจริง
ไมเคิล โนโวแกรตซ์ ซีอีโอของ Galaxy Digital เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ในอดีตกลุ่มคนเล่นคริปโทมีความเชื่อมั่นในบิตคอยน์อย่างแรงกล้าแทบจะเหมือนความเชื่อทางศาสนา คือต้องถือไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่ปัจจุบัน "กระแสความคลั่งไคล้" นั้นเริ่มจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยแรงเทขายที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในตอนนี้
นักลงทุนชื่อดังอย่าง “ไมเคิล เบอร์รี” เจ้าของตำนาน The Big Short ออกมาเตือนในสัปดาห์นี้ว่า เมื่อราคาบิตคอยน์ลดลง 40% จากนิวไฮว่าเป็นเพียง "สินทรัพย์เก็งกำไร" เท่านั้น และสอบตกในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างที่หลายคนคาดหวัง และอาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของผู้ถือครองรายใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การเทขายทั่วทั้งตลาดคริปโท
พร้อมเตือนว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว การดิ่งลงของบิตคอยน์อาจลุกลามกลายเป็น "วงจรล่มสลาย" (death spiral) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างถาวรต่อบริษัทต่างๆ ที่ใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาในการสะสมโทเคนพวกนี้”
หากราคาบิตคอยน์ลดลงอีกเพียง 10% บริษัทจัดการคริปโทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Strategy Inc. จะเผชิญกับการขาดทุนมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ จนอาจทำให้ตลาดทุนเป็นอัมพาต และถ้าราคาร่วงไปถึง 50,000 ดอลลาร์ เหล่า "นักขุดบิตคอยน์" จะพากันล้มละลายทันที
แม้จะมีบริษัทมหาชนเกือบทั่วโลกเกือบ 200 แห่งแห่กันไปถือบิตคอยน์ แต่เบอร์รีเตือนว่า "ไม่มีอะไรถาวร" เพราะตามกฎบัญชี สินทรัพย์เหล่านี้ต้องวัดมูลค่าตามราคาตลาด หากราคาลดลงเรื่อยๆ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงจะสั่งให้บริษัทรีบขายทิ้งเพื่อรักษาตัวรอด ซึ่งจะกลายเป็นแรงเทขายมหาศาลที่ไม่มีอะไรหยุดได้
เบอร์รีมองว่าการเกิดขึ้นของ Bitcoin Spot ETF ยิ่งทำให้การเก็งกำไรรุนแรงขึ้น และทำให้บิตคอยน์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตลาดหุ้นแย่ บิตคอยน์ก็จะถูกล้างพอร์ตอย่างรุนแรงตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลออกจาก ETF อย่างหนักแล้ว





