วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล: จะคว้าชัย หรือปล่อยเพื่อนบ้านแซงหน้า?

ไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล: จะคว้าชัย หรือปล่อยเพื่อนบ้านแซงหน้า?

ในยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัล กลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของการเติบโตระดับโลก ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญระหว่าง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีใต้ ต่างเร่งวางกรอบกำกับดูแลและนวัตกรรมทางการเงินใหม่อย่างจริงจัง เพื่อดึงดูดนักลงทุนสถาบันทั่วโลก

ภายในเดือน กันยายน 2568 (2025) ตลาดคริปโตของไทยมีมูลค่ารวมกว่า 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1 แสนล้านบาทในเดือนสิงหาคม

สะท้อนศักยภาพที่ยังแข็งแรง แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มงวด คำถามคือ “ไทยจะสามารถแซงคู่แข่งและกลายเป็น Crypto Hub ของเอเชียได้จริงหรือไม่?”

สิงคโปร์ – ฮ่องกง – เกาหลีใต้: โมเดลกฎหมายคริปโตที่เดินหน้าเร็วกว่า

สิงคโปร์ ยังคงเป็นประเทศผู้นำในด้านกรอบกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้ Financial Services and Markets Act (FSMA) และ Payment Services Act (PSA)

ซึ่ง Monetary Authority of Singapore (MAS) ได้เริ่มบังคับใช้ครบรูปแบบกลางปี 2025 โดยเน้นมาตรฐานสำหรับ Stablecoin อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ทุนสำรอง การแลกคืน ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูล สร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ให้บริการต่างชาติที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐาน

ฮ่องกง ก้าวไปอีกขั้นเมื่อผ่านกฎหมาย “Stablecoin Ordinance” เมื่อ พฤษภาคม 2568 และมีผล 1 สิงหาคม 2568 ทำให้การออก Stablecoin ที่ผูกกับสกุลเงินจริงเป็นกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาตจาก HKMA

โดยกำหนดทุนสำรองเต็ม 100% การค้ำประกันการคืนเงิน และการตรวจสอบ KYC สำหรับทุกธุรกรรม รวมถึงกระเป๋าเงินส่วนบุคคล

สิ่งนี้ทำให้ฮ่องกงกลายเป็น “ศูนย์ทดลองสินทรัพย์ดิจิทัลเชิงสถาบัน” ที่เชื่อมโยงกับธนาคารระดับโลกอย่าง Standard Chartered และบริษัทเกมยักษ์ Animoca Brands

เกาหลีใต้ หลังจากประกาศใช้ “Virtual Asset User Protection Act” กลางปี 2025 ก็วางโรดแมปออก “Digital Asset Basic Act” เพื่อรองรับ Stablecoin และ ETF คริปโตในประเทศ ภายใต้การกำกับของ Financial Services Commission (FSC) ตลาดภายในเติบโตอย่างรวดเร็ว

โดยปริมาณการซื้อขาย Stablecoin ในไตรมาส 1/2025 แตะ 57 ล้านล้านวอน (ประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมบริษัทเอกชนอย่าง Bitplanet ที่ลงทุนกว่า 40 ล้านดอลลาร์ใน Bitcoin เป็นสินทรัพย์คลังขององค์กร

ทั้งสามประเทศมีจุดร่วมสำคัญ คือ “กติกาที่ชัดเจนและเป็นมิตรต่อสถาบัน” เปิดทางให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ETF และ Stablecoin เข้าสู่ระบบการเงินจริง ดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงทดลอง และมุ่งเน้น “การควบคุมความเสี่ยง” มากกว่าการส่งเสริม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปริมาณการซื้อขายในไทยยังตามหลังคู่แข่งอยู่หลายเท่าตัว

ไทย: เริ่มขยับ แต่ยังติดคอขวดกฎหมาย

ในช่วงปี 2568 ประเทศไทยมีความคืบหน้าหลายประการที่ควรจับตา

การยกเว้นภาษีกำไรจากการซื้อขายคริปโต 5 ปี (2568-2572) ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางเชิงนโยบายที่สำคัญ ลดแรงกดดันให้ผู้ลงทุนรายย่อยและสถาบัน

• โครงการ Tourist DigiPay เปิดตัว 18 สิงหาคม 2568 เป็น Sandbox 18 เดือน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแปลงคริปโตเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายผ่าน e-Wallet และ QR Payment ในร้านค้าทั่วประเทศ โดยร้านค้ารับเป็นเงินบาท ซึ่งช่วยเพิ่มการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวและสร้างภาพลักษณ์ “FinTech Tourism” ของไทย

• ETF คริปโตไทย เริ่มต้นด้วย Bitcoin ETF ในปี 2567 (จำกัดนักลงทุนสถาบันและมั่งคั่งสูง) และปี 2568 ทาง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณาขยายผลิตภัณฑ์ ไปยัง Ethereum หรือ สินทรัพย์ดิจิทัลแบบ Basket เพื่อเปิดทางสู่ผู้ลงทุนทั่วไปมากขึ้น

• Stablecoin Sandbox ของ ธปท. ยังอยู่ในขั้นทดลอง โดยเน้นการใช้ Stablecoin ในธุรกรรมข้ามพรมแดนและห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีเคสเชิงพาณิชย์ที่เห็นผลจริง

อย่างไรก็ตาม หลายโครงการยังขาด “การเชื่อมต่อ” ที่ทำให้เกิดการใช้งานจริงในระดับเศรษฐกิจ เช่น TouristDigiPay ยังไม่เชื่อม PromptPay โดยตรง

ขณะที่ Sandbox ยังไม่มีตัวอย่างการใช้ Stablecoin ใน SME หรือ e-Commerce ที่วัดผลได้ หากไทยไม่เร่งปิดช่องว่างนี้ โอกาสในการเป็น Hub ระดับภูมิภาคอาจหลุดมือ

การเมืองและกฎหมาย: จากสินทรัพย์นอกระบบสู่สินทรัพย์ที่รัฐบาลต้องพิจารณา

ในอดีต Bitcoin เคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านอำนาจรัฐ และเคยถูกแบนในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของภาครัฐในหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่น่าสนใจ

ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้คริปโตเคอร์เรนซีในเวทีการเมือง และการที่นักการเมืองระดับสูงเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้ ได้เปลี่ยนมุมมองของ Bitcoin จาก "สินทรัพย์นอกระบบ" ให้กลายเป็น "เครื่องมือทางการเงิน" ที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

การออกกฎหมายที่รองรับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น การให้สถานะทางกฎหมายแก่คริปโตเคอร์เรนซี หรือการกำหนดกรอบการกำกับดูแลและภาษี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเงินในวงกว้าง

ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำธุรกรรม การโอนเงินข้ามประเทศ หรือแม้แต่ค่าธรรมเนียมของธนาคารที่เราใช้อยู่ทุกวัน ดังนั้น การทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

นวัตกรรม Green Token และ Tokenization: โอกาสใหม่ของไทย

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจคือ การผลักดัน “Green Token” หรือ โทเคนสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศ

ก.ล.ต. ไทยได้อนุมัติแนวทาง “tokenized green assets” ตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อให้บริษัทสามารถแปลง Carbon Credit และ ข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์เป็นโทเคนบน Blockchain ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้จริงยังอยู่ในระดับ Pilot และยังไม่เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ เช่น EU หรือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีมาตรฐานคาร์บอนดิจิทัลที่ชัดกว่า

หากไทยสามารถพัฒนาโครงสร้าง Marketplace และระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใส Green Token จะกลายเป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ ไม่เพียงในด้านสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และธุรกิจ SME ที่ต้องการเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เส้นทางข้างหน้า: ยืดหยุ่น แต่ต้องมีวินัย

บทเรียนจากประเทศผู้นำชี้ชัดว่า “ความยืดหยุ่นเชิงกฎระเบียบ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จ ไม่ใช่การเปิดเสรีทั้งหมด แต่คือการออกแบบระบบที่เปิดพื้นที่ให้ นวัตกรรม และ สถาบัน เดินไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทย การจะก้าวสู่การเป็น Crypto Hub จำเป็นต้องเร่งสามเรื่องหลัก ได้แก่

1. สร้างแพลตฟอร์มระดับประเทศสำหรับ Use Case จริง เช่น การท่องเที่ยว (TouristDigiPay เชื่อม PromptPay และ ผู้ให้บริการ เอกชน) และ AgriTech (โทเคนเกษตร และ การติดตามต้นทางสินค้า)

2. เปิดทางผลิตภัณฑ์การลงทุน Digital Asset ที่สถาบันเข้าถึงได้ ด้วยกรอบ ETF หรือ กองทุนรวม ที่ปลอดภัย และระบบ Custody มาตรฐานสากล เพื่อดึงสภาพคล่อง onshore กลับประเทศ

3. ส่งเสริม Digital & Financial Literacy เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเพื่อการเก็งกำไร แต่เพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

4. วางกรอบกฎระเบียบ Stablecoin ที่ชัดเจนและใช้งานได้จริงโดย ธปท.ควรเดินหน้าออกหลักเกณฑ์ Stablecoin Framework อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลที่ผูกกับเงินบาท (THB-Backed Stablecoin) ทั้งในรูปแบบของภาคเอกชนและโครงการใน Sandbox

โดยต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ความปลอดภัยทางการเงิน” และ “การเปิดพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม” การกำหนดมาตรฐานด้านทุนสำรอง การตรวจสอบความโปร่งใส

และการอนุญาตให้นำ Stablecoin ไปใช้ในธุรกรรมจริง เช่น การชำระเงินข้ามพรมแดน หรือการค้าระหว่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก และดึงดูดผู้ให้บริการต่างชาติให้ตั้งฐานในประเทศ

หากไทยสามารถปรับกฎให้ยืดหยุ่น เร่งสร้าง “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ใน Sandbox และยกระดับความร่วมมือ ระหว่าง ก.ล.ต. ธปท. และ เอกชน ได้อย่าง และกลายเป็นเสาหลักใหม่ของ GDP จากภาค ท่องเที่ยว การส่งออก และเศรษฐกิจดิจิทัล

ไทยกับโอกาสศูนย์กลางคริปโต

ความพยายามของไทยในการผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงการ “ตามให้ทัน” แต่คือการ “สร้างอัตลักษณ์ใหม่” ให้ประเทศในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสมผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคจาก “ความล่าช้าในการอนุมัติ” ของหน่วยงานรัฐ การเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง รวมถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปซึ่งบั่นทอนความคล่องตัวของภาคเอกชน

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในตำแหน่ง “ผู้ตาม” มากกว่าผู้นำ — และในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่การแข่งขันขับเคลื่อนด้วยความเร็ว การเป็นผู้ตามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป

หากไทยสามารถเร่งปรับระบบกฎหมายให้ทันโลก เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโตภายใต้กรอบที่ชัดเจน และบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ให้เดินในทิศทางเดียวกัน

ไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่บทบาทสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่แค่ “Crypto Hub” แต่คือ Digital Gateway แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่โลกจับตา — ประเทศที่ไม่เพียงสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างอนาคตดิจิทัลของตนเองอย่างมั่นคง.