'สารัชถ์' เปิดแผนธุรกิจใหม่ 'กัลฟ์' รุกเต็มสูบ 'คริปโท-เวอร์ชวลแบงก์'

'สารัชถ์' เปิดแผนธุรกิจใหม่ 'กัลฟ์' รุกเต็มสูบ 'คริปโท-เวอร์ชวลแบงก์'

"สารัชถ์" เปิดแผนเดินหน้าธุรกิจใหม่ ดัน "กัลฟ์" รุกเต็มสูบด้านการเงิน "คริปโท-เวอร์ชวลแบงก์" ยึดเบอร์ 1 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย “ริชาร์ด” ยืนยัน “คริปโท” ยังเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ชี้ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่กำลังธุรกิจออกไปครอบคลุมกลุ่มการเงินไม่ว่าจะเป็นการยื่นขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา รวมไปถึงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้หาความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รู้จักไบแนนซ์ผ่านเจ้าของถือว่ามีความคุ้นเคยกันดี จากการที่สนใจลงทุนด้านดิจิทัล ไบแนนซ์มีความรู้ความเชี่ยวชาญจึงเลือกไบแนนซ์เพราะมีความมั่นคง มีแนวความคิดที่ดี ซึ่งการทำธุรกิจดิจิทัลต้องต้องโปร่งใส และชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็จะต้องตอบโจทย์ ระบบไบแนนซ์ค่อนข้างดี ตนเคยถามว่าหากเอาเงินไปฝากและจะเสี่ยงที่จะหายไปหรือไม่ เขาให้ความมั่นใจถึงระบบการสำรองที่เพียงพอทั้งในบริษัทและเทคโนโลยีที่ดี

สำหรับการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังดำเนินการนั้น ขณะนี้ กัลฟ์ จะร่วมมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะยื่นใบอนุญาตภายในปี 2567 ด้วยเงินลงทุนเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท เนื่องจากกัลฟ์มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ส่วนเอไอเอส ถือมีความพร้อมความเข้าใจในสายธุรกิจดีจากลูกค้า 45 ล้านเลขหมาย ขณะที่กรุงไทยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก

สำหรับหลักเกณฑ์ที่ ธปท.ออกถือว่ามีความชัดเจนมากขึ้น โดยทำให้การเข้าถึงคนมากขึ้น ซึ่งจะสร้างโอกาสให้กับผู้ที่ไม่มีโอกาสกู้เงินได้ ผ่านกาารใช้ข้อมูลมือถือ

ในขณะที่ธนาคารกรุงไทยจะเช็คได้ว่าจะมีความสามารถให้กู้ได้ตอนไหนบ้าง ซึ่งถือเป็นโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่แพงมาก

ทั้งนี้ อาจจะหาพันธมิตรเพิ่มในอนาคตเพื่อมาช่วยสนับสนุน อีกทั้งการที่ ธปท.เข้มงวดกฏระเบียบถือว่าดี จะสนับสนุนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ยิ่งเรามีเทคโนโลยีที่พร้อมจะสร้างความมั่นใจมากขึ้น

“ส่วนแผนธุรกิจยังไม่คุยกัน การถึงฐานลูกค้าทั้ง 2 มีฐานลูกค้าเยอะ จึงมีโอกาสมากขึ้น มีแนวโน้มกลุ่มปล่อยกู้อยู่แล้ว เชื่อว่ารายเล็ก ที่ต้องการกู้เงินหลักหมื่นบาทถึงหลักแสนบาท สามารถเข้าถึงง่าย จะช่วยคนส่วนมากทั้งประเทศได้เข้าถึง ในอนาคตชีวิตคนเราเปลี่ยนเร็วทั้งด้านดิจิทัล เอไอ หรือคลาวด์มากขึ้น ปีหน้าเราสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เสร็จ ธุรกิจด้านอินฟราสตรัคเจอร์ด้านดิจิทัล จะขยายธุรกิจได้เรื่อย ๆ”

ต่อยอดธุรกิจพลังงานกับ “โออาร์”

ส่วนของธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้มีแผนที่จะร่วมกับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ว่าจะต่อยอดธุรกิจร่วมกัน ซึ่งกัลฟ์เองก็ลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั้ง ลม แสงแดด ถือว่ามีดีมานด์ คนที่จะลงทุนในไทยมีเยอะ ล่าสุดรัฐบาลมีการกำหนดราคาค่าไฟฟ้าสีเขียว เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมคนได้ใช้ไฟสะอาด จะช่วยดึงต่างชาติมาลงทุน เพราะปัจจุบันนักลงทุนต้องการไฟสีเขียวจำนวนมาก โชคดีที่รัฐบาลไทยได้สนับสนุนให้ไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ที่ออกใบรับรองไฟสะอาด ซึ่งอีกไม่นานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็จะออกมาอีก

“เรามีการลงทุนกับไบแนนซ์ ยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งสตาร์ทอัพ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกัลฟ์จะใช้ระบบคลาวด์ในการซื้อขายไฟสีเขียว ซึ่งมีนักลงทุนต่างชาติอยากสร้างไฟฟ้าสีเขียว”

สำหรับเศรษฐกิจปีนี้น่าจะมีการเติบโตที่ดี ปีที่ผ่านมางบประมาณออกช้าก็จะเงียบเหงา ปีนี้น่าจะมีมูฟเม้นท์ที่ดี ตอนนี้รัฐบาลพยายามเสริมให้การลงทุนมากขึ้นจากต่างประเทศ ไทยอยู่ในช่วงการมาเก็ตติ้ง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ตามด้วยโปรเจกต์ และนโนบายต่างๆ ที่เตรียมมา

ผนึกความร่วมมือ“ไบแนนซ์”ลุยคริปโท

นางสาวธีรตีพิศา เตวิชพศุตม์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะกัลฟ์และในนามผู้ถือหุ้นกัลฟ์ ไบแนนซ์นำเสนอว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะบล็อกเชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งกัลฟ์อยากเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม กัลฟ์มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงาน ในขณะที่ไบแนนซ์ ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้านบริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น ความร่วมมือจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ธุรกิจดิจิทัลและต่อยอดไปสู่ธุรกิจดิจิทัลด้านอื่นในอนาคต

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า คนไทยมีความชื่นชอบสินทรัพย์ดิจิทัลมาก ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ว่าไทยอยู่อันต้นที่มีความเชี่ยวชาญ และจากการวิจัยพบว่าไทยติดอันดับ 10 ของโลก และจากการสำรวจ 10-20% มีประสบการณ์ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัล จึงถือว่าไทยมีความพร้อมด้านสินทรัพย์ดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า นวัตกรรมเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าสินทรัพย์ดิจิทัลทำให้มีกำไร และมองว่าเป็นการพนัน ซึ่งที่ผ่านมา 2 ปี มีหลายเหตุการณ์ที่บั่นทอนความเชื่อมั่น เช่น การล้มละลายของแพลตฟอร์มดังๆ 

ทั้งนี้ ไบแนนซ์ถือเป็นผู้นำที่มีเทคโนโลยีและได้รับการรับรองระดับโลกนำดิจิทัลมาพัฒนาอีโคโนมี รวมกับอีโคซีสเต็มต่อยอดธุรกิจดิจิทัลในไทย รวมถึงผู้นำที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เรามีความสามารถที่จะทำให้ถึงเป้าหมาย จากเป้าหมายการนำนวัตกรรมระดับโลกมาสู่ประเทศไทย ได้รับจากการรับรองจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับของ กลต.

สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือสร้างแพลตฟอร์มที่ดี เข้มแข็ง และขาดไม่ได้คือความปลอดภัย คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีการซื้อขายสนทรัพย์ดิจิทัล จึงต้องพัฒนาให้ตอบโจทย์และผลักดันต่อไป”

อย่างไรดก็ตาม การที่กัลฟ์และไบแนนซ์มาร่วมพัฒนาจะทำให้ใช้อีโคซิสเต็มอย่างกว้างขวางเพื่อเปิดตัวในไทย ซึ่งเครือกัลฟ์มีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่ช่วยให้ Web3 เติบโต ซึ่งจะมาสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยเติบโต จึงต้องสร้างประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยี โดยกัลฟ์จะช่วยให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผ่านจำนวนลูกค้าเอไอเอสกว่า 45 ล้านเลขหมาย จะช่วยให้กว้างขวางขึ้น

ลุยเบอร์ 1 กระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล

สำหรับปัจจัยที่ไทยอยู่อันดับ 10 ของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมีการใช้โซเชียลมีเดียสูงสุดที่ช่วยผลักดันกระจายความรู้คริปโท ซึ่งเราตั้งเป้าต้องการเป็นเบอร์ 1ในไทยด้านนี้ เพราะด้วยเทคที่มี และจะไม่ใช่แค่เชิงการซื้อขายอย่างเดียว แต่ต้องสร้างอีโคซิสเต็มบล็อกเชน ผ่านการทำแอพพลิเคชั่น พาร์ทเนอร์ องค์กร ภาครัฐ เอกชน สภานศึกษา เพื่อสร้างความรู้โดยได้รับการสนับสนุนจากไบแนนซ์

ทั้งนี้ แม้ไทยจะติดอันดับ 10 ของโลก ประชากรแค่10% อุปสรรคคือความเข้าใจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไทยมีหลายภาคส่วน จึงต้องสร้างความเข้าใจให้ความมั่นใจในอุตสาหกรรมนี้ คริปโทเปิด 24 ชั่วโมง ต่างจากการซื้อขายหุ้น จึงต้องใช้เวลาพูดคุยให้ความรู้ 

ส่วนภาคพาร์ทเนอร์ต้องให้ความรู้ว่าบิทคอยน์มาแล้วจะลงทุนหรือไม่จึงต้องทำความเข้าใจในทุกภาคส่วน โดยต้องเริ่มต้นพื้นฐานการศึกษา เพื่อให้ยอมรับสินค้ามากขึ้น

“หลายคนอาจยังไม่เคยสัมผัสสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะเป็นนวัตกรรมเป็นอะไรใหม่ที่แตกต่าง จากการซื้อขายเข้าใจจยากในตอนแรก แต่เมื่อพอศึกษาจะพบว่ามีบางอย่างที่แตกต่าง เมื่อศึกษาอย่างจริงจังแล้วมีประโยชน์ ซึ่งอนาคตจะสร้างสิ่งใหม่ได้อีกมากมาย”

“ไบแนนซ์”ยืนยันเป็นธุรกิจแห่งอนาคต

นายริชาร์ด เทง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance กล่าวว่า สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นอุตสาหกรรมใหม่มาก โดยปัจจุบันมีการใช้บล็อกเชนมากขึ้นและมูลค่ามากขึ้น เหมือนวงรอบ 4 ปี ราคาสูงสุดอาจ 6 เดือน มูลค่าเกิดจากคนใช้ที่เยอะขี้น เกิดการลงทุนมากขึ้น 

ทั้งนี้ หากราคาลดลงครึ่งหนึ่งจะเห็นอุปทานลดลงและจะเกิดอุปสงค์ตามมา ซึ่งแต่ละประเทศพัฒนาต่างกันและไทยพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่และมีเทคโนโลยีใหม่ และความรู้ด้านเทคโนโลยีสูงแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นจากทั่วโลก 5% จึงมีช่องทางเติบโตมากและจะเห็นการลงทุนใหม่

นอกจากนี้ ภาพรวมของไบแนนซ์ในตลาดโลกในฐานะผู้นำของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมองว่าคริปโทเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และกัลฟ์ถือเป็นหุ้นส่วนเข้มแข็งเป็นผู้นำด้านพลังงาน สื่อสารและข้อมูล โดยเมื่อผู้นำทั้งคู่มาร่วมกันจะสร้างมูลค่าอีกเยอะ

สำหรับกลยุทธ์จะนำ 3 ส่วนสำคัญให้กับผู้มีส่วนได้เสีย จากการมีความมุ่งมั่นคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก ตอบสนองจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ การกำกับดูแลทิศทางต้องชัดเจน การทำงานกำกับดูแลระดับโลกจะเห็นส่วนหุ้นส่วนสำคัญ

ทั้งนี้ ความสำเร็จสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคนมองว่าเสี่ยงทั้งที่จริงอาจเข้าใจผิด โดยบิทคอยน์มูลค่าจะไปถึง 2 แสนดอลลาร์ในปีนี้ ในขณะที่ไบแนนซ์มีใบอนุญาตมากสุดจากหน่วยงานกำกับดูแล 18 ประเทศ ซึ่งจะมีการจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จริงเพื่อเปลี่ยนชีวิตคนไทย

“ไทยโชคดีเพราะมีความครอบคลุมด้านการเงิน หลายประเทศไม่มีวิธีชำระเงินที่ดี การโอนเงินธนาคารยังคิดค่าโอนที่แพง คริปโททำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระบบกระจายศูนย์กลาง มีจุดแข็งมากมาย หลายประเทศลดค่าเงินจำนวนมาก แต่คริปโทเก็บมูลค่าได้หลายปี ช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นทั่วโลก จะเห็นประโยชน์มากมาย มองว่าไม่ช้าเกินไปที่จะเรียนรู้ และไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่มต้น