ในภาวะที่ “บล็อกเชน” เป็นคำที่ถูกค้นหาและพูดถึงมากในปัจจุบัน และตลาดคริปโทฯ กำลังเผชิญกับภาวะตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ มีความผันผวน ยังมีหลายคนที่เชื่อว่าตลาดคริปโทฯ นั้นอยู่ในช่วงขาลงเพียงแค่ชั่วคราว และ “บล็อกเชน” เป็นเทคโนโลยีที่เติบโตได้
สัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวถึง “อนาคตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย” ในหัวข้อ “Build in Bear, Rise in Bull” ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าทั้งอุตสาหกรรมจะเติบโต 5-10 เท่า สะท้อนจากรายงานการเข้าถึงคริปโทในประเทศไทยอยู่อันดับที่ 10 ของโลก และฐานผู้ใช้งานที่มีจำนวนมากกว่า 3 ล้านบัญชี พร้อมกับผู้ประกอบธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง
และ BTC Halving เหตุการณ์ที่จำนวน Bitcoin ใหม่ที่ขุดได้จะลดลงครึ่งหนึ่ง โดยเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี และ BTC Halving ครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานของบิตคอยน์ลดลง ประกอบกับเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม สิ่งนี้ส่งผลให้ตลาดคริปโทฯ มีฐานผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น มีโอกาสเติบโตในอนาคต รวมถึงหลายประเทศเองก็มีการเปิดรับบล็อกเชนมากขึ้น
ศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น มาสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านการเปลี่ยนแปลงมุมมองจากการเก็งกำไรมาสู่การใช้งานจริงมากขึ้น ทั้งสเตเบิลคอยน์ และ CBDC หรือ “บาทดิจิทัล” ของรัฐบาลสะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยอย่างมีนัยะสำคัญ
นที เทพโภชน์ ผู้ก่อตั้ง Block Mountain ย้ำถึงมุมมองด้านสินทรัพย์ดิจิทัลไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนตื่นตัวและตระหนักรู้ถึง “บล็อกเชน”มากขึ้น ถ้าหากไม่มีคุณค่าและความสำคัญ รัฐบาลและกลุ่มธุรกิจจะไม่เลือกใช้บล็อกเชนจนนำมาสู่นโยบายหาเสียงในปัจจุบัน ดังนั้นภาครัฐต้องทำหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมการเข้าถึงการใช้งาน และการพัฒนาคนด้านเทคโนโลยีด้วย
ธนะเมศฐ์ อาริยวัฒน์ Venture Director บริษัท กสิกร เอกซ์ จำกัด หรือ KX พูดถึงทิศทางอนาคตไทยในอนาคตผ่านหัวข้อ Blockchain Vision Forward “เปิดมุมมองอนาคตโลกบล็อกเชน” ว่าบล็อกเชนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความน่าสนใจจนทำให้บริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เดินหน้าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัปทั่วโลก จาก Decentralized Finance (DeFi) เป็นระบบการเงินแบบกระจายอำนาจผ่านบล็อกเชนที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ สามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงิน
ดังนั้น KX จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ในด้านบริการทางการเงิน (Financial Service) และบริการอื่น ๆ (Non-Financial Service) ที่มีโอกาสได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในอนาคตอันใกล้นี้
โจทย์ที่ท้าทายของอนาคตอุตสาหกรรมบล็อกเชนไทย คือการประยุกต์ใช้ ซึ่งบล็อกเชนสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจแต่จะต้องสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้จริงและง่ายต่อการเข้าถึง
ซึ่งจะสามารถยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยได้ด้วย ผ่าน 3 ส่วนสำคัญ คือ ”รัฐบาล” มีหน้าที่ช่วยพลักดันด้านนโยบายและกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพทั้งผู้ใช้งาน นักลงทุนและกลุ่มธุรกิจ
ถัดมาคือ “ภาคเอกชน” มีหน้าที่พัฒนารูปแบบบล็อกเชนให้มีความหลากหลาย เช่น KX ที่มีกลยุทธ์ในการลงทุนในบริษัทเทค หรือสตาร์ทอัปทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความรู้และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ
อย่างสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างอนาคต คือ “การศึกษา”ในการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีเข้าสู่อุตสาหกรรม
ดีพร้อม สมเกียรติเจริญ หัวหน้านักพัฒนาจาก บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความปลอดภัยของข้อมูลที่ถูกนำไปวางอยู่บนบล็อกเชนเป็นสิ่งที่สำคัญ จากความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้จะต้องคัดกรองข้อมูลที่มีความสำคัญให้ถี่ถ้วน พร้อมทั้งนำข้อดีของความโปร่งใสและไม่มีตัวกลางจะสามารถเข้ามาช่วยหน่วยงานภาครัฐได้เป็นอย่างดีในรูปแบบ Opendata หากนำมาเป็นตัวกลางในการทำงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
วิมลพรรณ วิบูลย์มา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรและการตลาด บริษัท บิทาซซ่า จำกัด เปิดมุมมองอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยที่มีความแข็งแกร่งเหนืออาเซียน ทั้งในแง่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมาก กลุ่มธุรกิจที่มีความแข็งแรง และหน่วยงานกำกับดูแลที่มีความเข้มงวดจนสามารถเป็นต้นแบบให้กับหลายประเทศ ซึ่งสามารถตั้งเป็น ศูนย์กลางด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “ฟินเทคฮับ” ได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ จากขณะนี้มีฟันด์โฟลว์จำนวนมากไหลออกจากระบบเศรษฐกิจสหรัฐ





