วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

“BTC vs ETH” ใครคือผู้ชนะ

“BTC vs ETH” ใครคือผู้ชนะ

หากพูดถึงสกุลเงินคริปโทฯ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักบิตคอยน์ เหรียญที่ครองอันดับหนึ่งของตลาดมาอย่างยาวนาน ด้วยมูลค่าตลาดถึง 14 ล้านล้านบาท ด้วยคุณสมบัติการเป็นเงิน และความสามารถในการเก็บรักษามูลค่า บิตคอยน์จึงถูกเรียกว่าเป็น “Sound Money” หนึ่งเดียวของสกุลเงินดิจิทัลมาอย่างยาวนาน

แต่จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง จนทำให้คนกลุ่มหนึ่งมองว่านี้คือสิ่งที่อาจทำให้บัลลังก์ของเจ้าตลาดอย่างบิตคอยน์สั่นคลอนได้เลย

ในวันที่ 15 กันยายน 2022 Ethereum blockchain ได้มีการเปลี่ยนระบบฉันทามติจาก Proof-of-Work กลายเป็น Proof-of-Stake เหตุการณ์นี้มีชื่อว่า “The Merge” ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา Ethereum ให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องด้วยการที่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกลง ลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบ Proof-of-Work และ การผลิตเหรียญ ETH เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้มีคนที่เชื่อว่า ETH นั้นจะมีมูลค่าตลาดที่สูงกว่าบิตคอยน์ได้ และตรงนี้เองเป็นตัวจุดชนวนการถกเถียงอย่างร้อนแรงในวงการคริปโทฯ ว่า “BTC vs ETH ใครคือผู้ชนะ? 

ในช่วงกลางเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ที่การถกเถียงในประเด็นนี้ได้กระจายไปในวงกว้าง ทั้งคนทั่วไปรวมถึงบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆ ได้ออกมาแสดงความเห็น แนวคิด และเหตุผลต่างๆ ต่อประเด็นนี้ จนถึงได้มีการกล่าวหาในทางที่รุนแรงว่า Ethereum เป็น Scam หรือบิตคอยน์เป็นศาสนาเลยที่เดียว แต่ประเด็นที่ได้มีการพูดถึง และถูกนำมาวิเคราะห์กันในเชิงลึกนั้น

คงหนีไม่พ้น คำว่า “Ultrasound money” ที่จะบอกว่า Ethereum จะกลายเป็นเงินที่รักษามูลค่าได้ดีกว่าบิตคอยน์ รวมถึงประเด็นการเปลี่ยนเป็น Proof-of-Stake ของ Ethereum ที่ขัดกับหลักการ และความเชื่อของ Bitcoin Maxi โดยสิ้นเชิง

สำหรับประเด็นแรก คำว่า “Ultrasound money” เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่ม ETH Maxi ที่นำมาใช้ล้อเลียนกลุ่ม BTC Maxi ที่เรียกบิตคอยน์ว่า “Sound Money” เนื่องจากบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะเป็นเงินที่สามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ บิตคอยน์ไม่ถูกควบคุมโดยกลุ่มคนหรือองค์กรใดๆ และจำนวนของบิตคอยน์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงเรื่อยๆ จนครบ 21 ล้านเหรียญ และจะไม่มีการเพิ่มขึ้นอีก ทำให้บิตคอยน์มี 

คุณสมบัติของเงินที่สามารถแลกเปลี่ยนหรือใช้งานได้แบบไร้ศูนย์กลาง และยังสามารถคงมูลค่าของตัวมันได้ ซึ่งมันมีคุณบัติที่เปรียบเสมือนทองคำได้เลย ในขณะที่ Ethereum นั้นเป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานในแพลตฟอร์มบน Ethereum และยังใช้เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้งานต้องจ่ายในทุกๆ การทำธุรกรรม แต่อีกข้อแตกต่างที่สำคัญของทั้งสองเหรียญคือ ETH ไม่มีการจำกัดจำนวนเหรียญทั้งหมดในระบบและจะมีการสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ แต่หลังจาก “The Merge” จะมีการผลิต ETH ในอัตราที่น้อยลง และจากข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเผาเหรียญของ Ethereum จะทำให้มีการเผาเหรียญ ETH จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมออกไปจากระบบทุกๆ ครั้งที่มีการทำธุรกรรม ทำให้ถ้ามีการใช้งานมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งอัตราการเผาเหรียญออกจากระบบจะมากกว่าอัตราการสร้างเหรียญใหม่ ทำให้จำนวน ETH ทั้งหมดจะค่อยๆ ลดลงในระยะยาว จึงมีคนที่เชื่อว่าด้วยหลักการนี้ ETH จะมีความสามารถที่จะรักษามูลค่าได้ดีกว่าบิตคอยน์ และตั้งชื่อมันว่าเป็น “Ultrasound Money”

ส่วนอีกประเด็นคือ การเปลี่ยนเป็น Proof-of-Stake ของ Ethereum ที่ถูกพูดถึงอย่างมากโดยกลุ่ม BTC maxi เนื่องจากบิตคอยน์ใช้งาน และเชื่อมั่นในหลักการของ Proof-of-Work ว่าเป็นหลักการที่มีความปลอดภัยสูงกว่า และเอื้อต่อความเป็น Decentralized มากกว่า พูดในอีกแง่คือ การที่จะเกิดบิตคอยน์ใหม่ขึ้นมา นักขุดจะต้องนำพลังงานไฟฟ้าใส่เข้าไปใน hardware และใช้เวลาในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ให้สำเร็จถึงจะมีบิตคอยน์ใหม่เข้าไปในระบบ และบางคนมองว่านี่เป็นการสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับบิตคอยน์อีกด้วย BTC Maxi จึงมองว่าการเปลี่ยนผ่านของ Ethereum

ในครั้งนี้ทำให้ ETH ไม่มีอะไรมาสร้างมูลค่าให้กับเหรียญเหมือนบิตคอยน์ และมีความปลอดภัยที่ลดลง คนที่มีเงินมาสามารถเอาเปรียบคนที่เงินน้อยได้ และยังลดความเป็น Decentralized ลงอีกด้วย ซึ่งก็มีส่วนที่ถูกต้องตาม Impossible trinity ของโลกการเงินที่ว่า Scalibility, Decentralization และ Security จะไม่สามารถเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ทั้งหมด Ethereum ต้องการที่จะต่อยอดความเป็นไปได้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นเพื่อที่จะ Scale ให้มากขึ้นทำให้ต้องลดอะไรบางอย่างให้น้อยลง แต่สำหรับ Ethereum แล้วการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่ต้องยึดติดกับกฏเกณฑ์ของฟิสิกส์หรือกฎของโลกปัจจุบันเลย ทั้งนักพัฒนาและคอมมูนิตี้ของ Ethereum จึงยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เพื่ออนาคตของโลกการเงินดิจิทัล

สุดท้ายจึงมาถึงคำถามสำคัญว่า “BTC vs ETH” ใครจะเป็นผู้ชนะ? ถ้าเรามองคำถามนี้ในแง่ของราคาเหรียญหรือมูลค่าตามตลาดคงจะไม่มีคำตอบที่แน่นอนเนื่องจากไม่มีใครรู้อนาคต และการทำนายราคาของเหรียญนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ เหรียญทั้งคู่ถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ETH ต้องการจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกคริปโทฯ ที่มีแพลตฟอร์มมากมายมาสร้าง และทำงานอยู่บน Ethereum

ในขณะที่บิตคอยน์นั้นต้องการที่จะเป็นเงินที่ดี ไร้ศูนย์กลาง และสามารถรักษามูลค่าตลาดได้ ฉะนั้นแล้วถ้าพูดถึงแค่มูลค่าตามตลาด ETH ที่สามารถถูกนำไปต่อยอด และใช้งานได้อย่างหลากหลาย จึงมีโอกาสที่มูลค่าตลาดจะแซง บิตคอยน์ได้ แต่ในแง่ของการเป็นเงินที่ดีที่ไร้ศูนย์กลางแล้วนั้น ETH คงไม่สามารถชนะบิตคอยน์ในสิ่งที่มันถูกออกแบบมาให้เป็นได้ 

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์