วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 November 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 November 2025

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากสหรัฐฯ ร่างกรอบข้อตกลงเจรจาสันติภาพ เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงตึงเครียด

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 November 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (21 – 27 พ.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเนื่องจากสหรัฐฯ ผลักดันกรอบเจรจาสันติภาพในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำมันรัสเซียกลับสู่ตลาดและเพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังรัสเซียโจมตีโครงสร้างพลังงานของยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อ Rosneft และ Lukoil ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 พ.ย.

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาท่าทีการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมวันที่ 9-10 ธ.ค. นี้ หลังจากนักลงทุนให้น้ำหนัก 48.6% สำหรับการคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่ออุปสงค์น้ำมัน

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากผลกระทบการปิดหน่วยงานรัฐ 42 วัน ส่วนทางด้านจีนยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) แม้ตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอ สะท้อนท่าทีระมัดระวังต่อการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

• สถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียดเนื่องจากรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมืองในภาคตะวันตกของยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก รวมทั้งโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ส่งผลให้ยูเครนต้องประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสหรัฐฯ ได้ร่างกรอบข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยหากสงครามยุติลง จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบจากรัสเซียไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น สร้างความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันล้นตลาดโลก ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณไปยังประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ว่ายูเครนต้องยอมรับกรอบที่สหรัฐฯ ร่างขึ้น โดยเสนอให้ยูเครนสละดินแดนและปลดอาวุธบางส่วน

• ตลาดจับตาผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อการส่งออกน้ำมันและการค้าของรัสเซีย โดยสหรัฐฯ เตรียมห้ามทำธุรกรรมกับบริษัทน้ำมันรัสเซีย Lukoil และ Rosneft โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 21 พ.ย. 68 เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้รัสเซียเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพกับยูเครน

โดยล่าสุด สหรัฐฯ กำลังร่างกฎหมายเพื่อคว่ำบาตรประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย ซึ่งอาจขยายผลไปถึงประเทศอิหร่านด้วย ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเส้นตายดังกล่าว ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจปรับลดลง ส่งผลให้นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของตลาด ซึ่งยังคงเปราะบางมากขึ้น

• ตลาดติดตามการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 9-10 ธ.ค.นี้ โดยจะมีการกำหนดทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา 

โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.6% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ขณะเดียวกัน ทางด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่าได้เริ่มสัมภาษณ์ตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนต่อไป หลังจากได้เคยวิพากษ์วิจารณ์นาย Jerome Powell ประธานเฟดคนปัจจุบัน ที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ยให้เร็วพอ

โดยนักวิเคราะห์มองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดน้ำมันและสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมอาจลดลง และจะช่วยเพิ่มอุปสงค์น้ำมันโลก

• บริษัท Chevron กำลังพิจารณาเข้าซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศบางส่วนของบริษัทน้ำมันรัสเซีย Lukoil หลังรัฐบาลอนุญาตให้ผู้สนใจสามารถเจรจากับ Lukoil ได้ โดย Lukoil มีทรัพย์สินในหลายประเทศ คิดเป็นร้อยละ 5 ของอุปทานน้ำมันโลก และมีมูลค่าราว 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยทรัพย์สินที่อาจอยู่ในความสนใจของ Chevron ได้แก่ แหล่งน้ำมัน Karachaganak (400 KBD) และ Tengiz (950 KBD) ในคาซัคสถาน  โดย Chevron ถือหุ้นสัดส่วน 13.5% และ 5% ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์ในโครงการนอกชายฝั่งไนจีเรีย ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันในยุโรป โรงกลั่นน้ำมันสามแห่งในยุโรป รวมถึงโครงการพลังงานในประเทศต่าง ๆ เช่น อิรัก อุซเบกิสถาน เม็กซิโก กานา และอียิปต์

• สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินผลกระทบจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะปรับลดลงเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากได้ปิดหน่วยงานกว่า 42 วัน ขณะเดียวกัน การปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางส่งผลกระทบให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางส่วนมีความล่าช้า

• ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางจีนไม่เร่งรีบในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเนื่องจากจีนและสหรัฐฯ ได้บรรลุกรอบข้อตกลงทางการค้า แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศในเดือน ต.ค.68 จะชะลอตัวลงก็ตาม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 4.9% ปรับลดลงจาก 6.5% ในเดือน ก.ย. 

• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ เดือน พ.ย. ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศและดัชนีการใช้จ่ายของผู้บริโภคแท้จริง ประจำไตรมาส 3/68

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ย. 68 อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ เดือน พ.ย. ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ กำไรภาคอุตสาหกรรม เดือน ต.ค. 68

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 – 20 พ.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.24 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 59.86 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.36 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 64.07 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 14  พ.ย. 68  ปรับลดลง 3.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 424.2 ล้านบาร์เรล

มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 6 แสนบาร์เรล หลังจากตัวเลขการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น และการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น 1.34 ล้านบาร์เรลต่อวันเทียบสัปดาห์ก่อนหน้า สู่ระดับ 4.16 ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งสหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย

โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการคว่ำบาตรที่กำหนดขึ้นในเดือน ต.ค. 68 ต่อบริษัท Rosneft และ Lukoil กำลังกดดันรายได้น้ำมันของรัสเซีย และคาดว่าจะลดปริมาณการส่งออกเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันมากขึ้น เนื่องจากท่าเรือโนโวรอสซีสก์ของรัสเซียกลับมาดำเนินการอีกครั้ง

ซึ่งก่อนหน้ามีการระงับการส่งออกน้ำมันเป็นระยะเวลา 2 วัน จากการโจมตีของยูเครนที่สร้างความเสียหายต่อศูนย์กลางพลังงานของรัสเซีย ตลอดจนท่าเรือ และคลังน้ำมัน ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตามองการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น หลังโรงกลั่นในรัสเซียยังคงถูกโจมตีจากยูเครนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวจากน้ำมันดิบที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น