วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 17 November 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 17 November 2025

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ ท่ามกลางการกลับมาทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ และความตึงเครียดจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 17 November 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (14 – 20 พ.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเนื่องจากคณะรัฐบาลสหรัฐฯลงมติเห็นชอบรับร่างงบประมาณชั่วคราว ภายหลังการปิดทำการชั่วคราวที่ถูกยืดเยื้อมามากว่า 40 วัน ทางด้านสถานการณ์ระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ เริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากกองทัพเวเนซุเอลาเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ทำการโจมตีเวเนซุเอลา ภายหลังสหรัฐฯ เพิ่มกำลังพลทหารและยุทโธปกรณ์เข้ามาในภูมิภาคเพื่อปราบปรามการลักลอบขนยาเสพติด

แม้ต่อมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการพิจารณาโจมตีพื้นที่เวเนซุเอลาก็ตาม ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และซีเรียมีแนวโน้มดีขึ้น   จากการพบปะของผู้นำทั้งสอง ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งอาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายตามที่ทั้งสองประเทศตั้งเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตามองการดำเนินการของสหรัฐฯ ต่อมาตรการคว่ำบาตรต่อบริษัท Rosneft และ Lukoil ของรัสเซียที่ใกล้ถึงเส้นตายที่สหรัฐฯ ได้กำหนดไว้ในวันที่ 21 พ.ย.  นอกจากนี้ ตลาดยังคงดูท่าทีของกลุ่มโอเปคพลัส หลังจากรายงานของกลุ่มโอเปคพลัสสะท้อนให้เห็นถึงอุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงล้นตลาด

 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถยุติการปิดทำการชั่วคราว (Government shutdown) และกลับมาทำการได้อีกครั้งเนื่องจากวุฒิสภาได้ลงคะแนนเสียงรับมติร่างงบประมาณชั่วคราวด้วยคะแนนเสียง 60-40 ผ่านการสนับสนุนของพรรคเดโมแครตสายกลาง และได้รับการอนุมัติร่างงบประมาณชั่วคราวจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียง 222-209

ทั้งนี้ การกลับมาทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาดำเนินการต่อได้หลังต้องหยุดชะงักไปชั่วคราว อีกทั้ง ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน จากความต้องการการใช้น้ำมันอากาศยานที่อาจจะกลับมาอีกครั้ง หลังมีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 10,000 เที่ยว ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการชั่วคราว

นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจต่อตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะถูกปิดเผยภายหลังการกลับมาทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณชั่วคราวดังกล่าวจะต่ออายุการใช้งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 30 ม.ค. 69 เท่านั้น ทำให้ตลาดยังคงต้องจับตามองถึงสถานการณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

• สถานการณ์ระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ เริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากกองทัพเวเนซุเอลาเตรียมความพร้อมเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ เริ่มทำการโจมตีเวเนซุเอลา โดยการเตรียมการของเวเนซุเอลาเกิดขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงข้อเสนอความเป็นไปได้ที่จะเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินในเวเนซุเอลา

หลังจากมีการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าลักรอบขนยาเสพติดในบริเวณทะเลแคริบเบียน รวมถึงการเพิ่มกำลังพลทหารและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น แม้ต่อมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีการพิจารณาโจมตีในพื้นที่เวเนซุเอลาก็ตาม แต่อย่างไรก็ดี หากสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีในพื้นที่ของเวเนซุเอลา อาจจะส่งผลทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัว

•  ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และซีเรียมีแนวโน้มดีขึ้นจากการพบปะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายอาห์เหม็ด อัล-ชารา ประธานาธิบดีซีเรีย ณ กรุงวอชิงตัน ภายใต้การพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวยกย่องและแสดงความพร้อมที่จะช่วยเหลือซีเรียอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การพบปะกันนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมายซีซาร์ และต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจซีเรียรวมถึงต้องการให้ซีเรียเข้าถึงความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ ซึ่งก่อนหน้าในช่วงเดือน พ.ค. 68 สหรัฐฯ ได้มีการขยายระยะเวลาบังคับใช้ไปอีก 180 วัน ทั้งนี้ การให้ความสนใจต่อซีเรียจากผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา

และต้องการผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อต่อความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาส หากความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดมากขึ้น อาจทำให้แผนสันติภาพ 20 ข้อ เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาสของสหรัฐฯ เป็นไปได้ด้วยความราบรื่นจากการสนับสนุนของซีเรียได้

•  ตลาดจับตามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อบริษัท Rosneft และ Lukoil ที่จะมีเส้นตายในวันที่ 21 พ.ย. โดยมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความล้มเหลวในการเจรจาของผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียในช่วงเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา

โดยมาตรการคว่ำบาตรนี้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียประมาณ 2.7 ล้านบาร์เรล/วัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอีก 0.9 ล้านบาร์เรล/วัน คิดเป็น 70-80% ของการส่งออกน้ำมันทางเรือของรัสเซีย

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอย่างจีนและอินเดียมีการปรับลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซียลง เนื่องจากกังวลด้านการเงินและความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงมองว่ารัสเซียอาจใช้บริษัทใหม่หรือบริษัทที่ไม่ถูกคว่ำบาตรในการส่งออกน้ำมันดิบเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว

• รายงานจากกลุ่มเปคพลัส (OPEC+) คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคพลัสในปี 2569 อยู่ที่ 43 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีอุปทานส่วนเกินเล็กน้อยอยู่ที่ 20,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปคพลัสในเดือน ต.ค.68 ที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม โอเปคพลัสได้มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือน ธ.ค. 68 อีก 137,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ทั้งนี้กลุ่มโอเปคพลัสยังไม่มีแผนการการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/69

• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ เดือน พ.ย. ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและการบริการ และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ต.ค. ความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ย. ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและการบริการ เดือน พ.ย. 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 – 13 พ.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.07 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 59.62 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 63.71 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 7 พ.ย. 68 ปรับเพิ่มขึ้น 6.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 427.6 ล้านบาร์เรล

สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.0 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงรุนแรง เนื่องจากยูเครนเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อตัดรายได้จากภาคพลังงานของรัสเซียที่จะนำมาใช้ในการทำสงคราม โดยรายงานล่าสุดบ่งชี้ว่า รายได้จากภาคพลังงานของรัสเซียในเดือน ต.ค. 68 ปรับลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียมีแนวโน้มผ่อนคลายลง หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่าสหรัฐฯ ใกล้จะที่บรรลุข้อตกลงเพื่อปรับลดมาตรการภาษีศุลกากรกับอินเดีย หลังจากผู้นำสหรัฐฯ มองว่าอินเดียมีการทยอยปรับลดการนำเข้าน้ำมันดิบของรัสเซียลงในช่วงที่ผ่านมา เพื่อช่วยสหรัฐฯ ในการกดดันให้รัสเซียกลับเข้ามาสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพอีกครั้ง