วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 29 July 202

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 29 July 202

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จากความกังวลต่อมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. นี้

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 62-72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 64-74 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 29 July 202

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (25 – 31 ก.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์น้ำมัน แม้ว่าล่าสุดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีแนวโน้มใกล้บรรลุข้อตกลงมากขึ้น โดยเฟดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากรระดับสูง

ขณะเดียวกันตลาดคาดโอเปคพลัสเตรียมเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ตลาดคาดจีนมีแนวโน้มเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจาก ค่าการกลั่นที่ดีขึ้น ขณะที่การเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากกลุ่มประเทศ E3

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  ตลาดจับตาผลกระทบมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ใกล้ครบกำหนดเส้นตายในวันที่ 1 ส.ค. 68 ที่อาจกดดันเศรษฐกิจทั่วโลกและกดดันความต้องการใช้น้ำมัน โดยล่าสุด ตลาดคาดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปใกล้บรรลุข้อตกลงทางการค้า และคาดว่าสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีสินค้าจากยุโรปจากเดิมที่ 30% เหลือ 15%

ทั้งนี้ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนที่จะดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อสหรัฐฯ โดยอาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 9.3 หมื่นล้านยูโร 
 

•  ตลาดคาดธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมวันที่ 29-30 ก.ค. 68 โดยข้อมูลจาก CME Fed Watch Tool คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะลดลงครั้งละ 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. 68 และ ธ.ค. 68 ตามลำดับ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดว่าภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ขณะที่ Bank of America คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมในปี 68 จากเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นหลังได้รับผลกระทบเรื่องมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

•  กลุ่มโอเปคพลัสจะจัดการประชุมขึ้นในวันที่ 3 ส.ค. 68 โดยตลาดคาดว่าโอเปคพลัสจะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตในระดับสูงที่ราว 550,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. 68 ส่งผลให้โอเปคพลัสสามารถบรรลุแผนการปรับเพิ่มกำลังการผลิตจำนวน  2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ภายในเดือน ก.ย. 68 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 69

ทั้งนี้ อุปทานน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มต่อเนื่องในไตรมาส 3/68 และ 4/68 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปสงค์น้ำมันโลกจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

•  การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ E3 (อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี) ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้ว่าหลายฝ่ายได้เปิดฉากการเจรจาตั้งแต่เดือน ก.ย. 67 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลุ่มประเทศ E3 ได้ออกมาขู่ว่าจะนำมาตรการคว่ำบาตรที่ยกเลิกไปก่อนหน้านี้กลับมาบังคับใช้อีกครั้งหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ขณะที่ฝั่งอิหร่านเองก็กล่าวว่าพร้อมจะตอบโต้หากมีการใช้มาตรการดังกล่าว
 

• ตลาดคาดตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หลังโรงกลั่นในประเทศเพิ่มอัตราการผลิตจากค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยหน่วยงานศุลกากรของจีนเปิดเผยตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน มิ.ย. 68 เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ระดับ 12.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน และตัวเลขนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียปรับเพิ่มขึ้นกว่า 16% เทียบปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ราว  1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

•  ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีจีดีพีไตรมาส 2/68  ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล เดือน มิ.ย. 68 การเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานภาคนอกการเกษตรจากเอดีพี  เดือน ก.ค. 68 รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบี เดือน ก.ค. 68 ตัวเลข

เศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการภาคการผลิต เดือน ก.ค. 68 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีจีดีพีไตรมาส 2/68 อัตราการว่างงาน เดือน มิ.ย. 68 ดัชนีผู้จัดการภาคการผลิต เดือน ก.ค. 68 และ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ค. 68  

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (18 – 24 ก.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.77 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 66.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.31 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 68.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยราคาได้รับแรงกดดันหลังอินเดียเปิดเผยตัวเลขการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นใน เดือน มิ.ย. 68 ปรับลดลง 4.2% เมื่อเทียบ เดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 5.41 ล้านบาร์เรลต่อวันจากอุปสงค์ภายในประเทศลดลงในช่วงฤดูมรสุม

ขณะเดียวกัน โอเปคเผยว่า อิหร่านผลิตน้ำมันดิบในเดือน มิ.ย. 68 ลดลง 62,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 3.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน  จากเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ขณะที่ฝั่งสหภาพยุโรปสามารถบรรลุข้อตกลงมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งที่ 18 พร้อมลดการจำกัดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียจากเดิมที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหรือต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ก.ย. 68 และห้ามนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นจากน้ำมันดิบ ของรัสเซีย โดยกำหนดให้มีระยะเวลาการเปลี่ยนผ่าน 6 เดือน ทั้งนี้ ตลาดคาดมาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่โรงกลั่น Nayara ของอินเดียซึ่งมีบริษัทน้ำมัน Rosneft ของรัสเซียเป็นผู้ถือหุ้นหลัก อีกทั้งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดไม่มากเนื่องจากเป็นการพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นแห่งหนึ่งในอินเดียเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้น้ำมันดิบที่ซื้อขายด้วยสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ มีความน่าสนใจสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลอื่นมากขึ้น ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผย ตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 18 ก.ค. 68 ปรับลดลง 3.2 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 419 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 1.66 ล้านบาร์เรล