วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 July 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 July 2025

ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ หลังโอเปคพลัสมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตในเดือน ส.ค. 68 และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ต่อนานาประเทศ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 61-71 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 63-73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 July 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (11 ก.ค. 68 – 17 ก.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเนื่องจากตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากโอเปคพลัสที่ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 548,000 บาร์เรล/วันในเดือน ส.ค. 68 จากระดับ 411,000 บาร์เรล/วันในเดือน พ.ค. - ก.ค. 68 สะท้อนมุมมองเชิงบวกของโอเปคพลัสต่อเศรษฐกิจโลกและปัจจัยพื้นฐานของตลาดที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะระดับสต๊อกน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าโอเปคพลัสอาจปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีก 550,000 บาร์เรล/วัน ในเดือน ก.ย. 68 เป็นการยกเลิกมาตรการ   ลดการผลิตแบบสมัครใจจำนวน 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันทั้งหมด

ในขณะที่ทางด้านสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ โดยเลื่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีใหม่ไปเป็น 1 ส.ค.เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาการค้าให้แล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน EIA ปรับลดคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2568 เหลือ 13.37 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ยังคาดอุปสงค์น้ำมันโลกเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงเนื่องจากเกิดเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบปี

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันเนื่องจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และชาติพันธมิตร หรือ โอเปคพลัสเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ระดับ 548,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. 68 ซึ่งสูงกว่าระดับเดิมที่ 411,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน พ.ค-ก.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ได้พิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและ

ปัจจัยพื้นฐานของตลาดในปัจจุบันที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากสต๊อกน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า โอเปคพลัสมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 550,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ย.68 ซึ่งเป็นการยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตแบบสมัครใจจำนวน 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันอย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ โอเปคพลัสระบุว่ากำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนนโยบายการผลิต โดยมุ่งเน้นไปสู่การสร้างสมดุลในระยะยาวมากขึ้น ด้วยการปรับกำลังการผลิตสำรองและส่วนแบ่งทางการตลาดกลับสู่สภาวะปกติ และเพื่อรับมือกับการแข่งขันจากการผลิตน้ำมันจากชั้น shale oil ของสหรัฐฯ อีกด้วย 

•  ตลาดจับตาการดำเนินการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าจัดเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้กับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตภายในประเทศ สร้างรายได้ให้แก่รัฐผ่านการจัดเก็บภาษี และป้องกันการเอาเปรียบทางการค้าจากประเทศคู่ค้า โดยล่าสุด รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศเลื่อนการบังคับใช้อัตราภาษีตอบโต้เป็นวันที่ 1 ส.ค. เนื่องจากเดิมกำหนดไว้วันที่ 9 ก.ค. โดยให้เหตุผลว่ากำลังเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศคู่ค้าหลักอยู่

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศภาษีนำเข้าสินค้าอัตราใหม่ 14 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ 36 นอกจากนี้ ได้ประกาศว่า จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 10 ต่อประเทศใดก็ตามที่ดำเนินนโยบายสอดคล้องหรือมีท่าทีสนับสนุนกลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นแนวทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของตนเอง


 

•  สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้ปรับลดคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากรายงานครั้งก่อนหน้าที่ระดับ 13.42 ล้านบาร์เรลต่อวันเนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงกังวลต่อการออกมาตรการภาษีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ประกอบกับทางด้านกลุ่มโอเปคพลัสที่มีการเร่งปรับเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ขณะเดียวกัน ในด้านอุปสงค์ ทาง EIA ยังคงคาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 103.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปรับเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 104.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2569 โดยคงที่จากคาดการณ์ครั้งก่อน

•  นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดเนื่องจากเกิดเหตุการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงติดต่อกันหลายวัน โดยล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มิ.ย. 67 โดยกลุ่มฮูตีในเยเมนได้ใช้โดรนทางทะเลและเรือเร็วติดอาวุธโจมตีเรือพาณิชย์ Eternity C ขณะแล่นอยู่บริเวณทะเลแดงใกล้ชายฝั่งเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ 

•  ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานประจำเดือน มิ.ย. 68 ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กประจำเดือน ก.ค. 68 ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐานประจำเดือนมิ.ย. 68  ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย. 68 

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ข้อมูลการส่งออกและนำเข้าของจีน เดือน มิ.ย. 68 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ รายไตรมาสที่ 2 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย. 68 ดัชนียอดค้าปลีก ประจำเดือนมิ.ย. 68  อัตราการว่างงาน ประจำเดือน มิ.ย. 68

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือน พ.ค. 68 ดุลการค้าประจำเดือน พ.ค. 68 ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานประจำเดือน มิ.ย. 68

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 - 10 ก.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.54 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 66.57 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.66 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 68.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นอย่างมากจากการเดินทางทั้งทางบกและทางอากาศที่ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในการเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ในวันที่ 4 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา

อีกทั้งตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดงที่ยังคงครุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. 68 กลุ่มกบฏฮูติอ้างว่าได้โจมตีเรือขนส่ง Magic seas ในทะเลแดง และมีรายงานว่าเรือดังกล่าวได้จมสู่ทะเลแดง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันหลังตลาดคาด OPEC+ จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ เดือน ส.ค. 68 และเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ทั้งนี้ กลุ่มจะมีการประชุมแผนการปรับน้ำมันดิบในวันเสาร์ที่ 5 ก.ค. 68 นี้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และกดดันราคาน้ำมันดิบ

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมาเรียกเก็บในระดับสูงอีกครั้งหลังสิ้นสุดช่วงระงับมาตรการเรียกเก็บภาษีในวันที่ 9 ก.ค. 68 โดยการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้าหลักอย่างยุโรปและญี่ปุ่นยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์น้ำมันดิบที่จะชะลอตัวลงได้ นอกจากนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 4 ก.ค. 68 ปรับเพิ่มขึ้น 7.07 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 426 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 2.1 ล้านบาร์เรล