background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 April 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 April 2025

ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนจากความกังวลการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ท่ามกลางแผนการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติมของกลุ่มโอเปคพลัส

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 62-72 ดอลลาร์หรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 April 2025

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (18 – 24 เม.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะต่อประเทศจีน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มการค้าโลก ซึ่งล่าสุดองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ปรับลดคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกในปี 2568 ให้หดตัวลงร้อยละ 0.2 อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและผลกระทบจากนโยบายภาษีดังกล่าว ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และจีนต่างออกมาตรการภาษีตอบโต้ซึ่งอาจส่งผลให้จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ลดลง และทำให้สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มโอเปคพลัสประกาศแผนปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่เกินโควตา ซึ่งคาดว่าจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอุปทานในตลาดโลกได้ ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นในจีนที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•   ตลาดกังวลผลกระทบจากนโยบายการขึ้นกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) สำหรับทุกประเทศ โดยล่าสุดได้เพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจีนอยู่ที่ร้อยละ 145 จากก่อนหน้าที่ระดับร้อยละ 125 ขณะเดียวกัน จีนได้ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตอบโต้อยู่ที่ระดับร้อยละ 125 ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่าการเพิ่มกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ต่อจีน

จะส่งผลให้จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ลดน้อยลง ส่งผลให้สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

•   องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ปรับลดคาดการณ์มูลค่าการค้าโลกปี 2568 ให้หดตัวลงร้อยละ 0.2 จากประมาณการเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ต.ค. 67 ว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0 ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อีกทั้งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหนักที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เนื่องจากความกังวลในภาคการค้าอาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการค้าจะทยอยฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 2.5 ในปี 2569 แม้ว่ายังคงมีความเสี่ยงจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างประเทศก็ตาม

•   7 ประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือ โอเปคพลัส (OPEC+) ประกอบด้วย อิรัก คาซัคสถาน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย ได้ประกาศแผนการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่เกินโควตา จากเดิมที่ระดับ 0.189-0.435 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 0.196-0.520 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่เดือน มี.ค.68 - มิ.ย. 69 ทั้งนี้หากประเทศดังกล่าวดำเนินการตามแผนการปรับลดกำลังการผลิตได้อย่างครบถ้วน จะสามารถชดเชยกับกำลังการผลิตที่กลุ่มโอเปคพลัสมีแผนจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือน พ.ค.68 อยู่ที่ 0.411 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลบวกต่อสมดุลของอุปทานตลาดน้ำมัน

•  นอกจากนี้ ตลาดยังคงกังวลสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยล่าสุด สหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปยังโรงกลั่นน้ำมันของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน

 

อิหร่านมากที่สุด โดยการคว่ำบาตรนี้มีขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเจรจาอีกครั้งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

•   ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ เดือน เม.ย.68 รวบรวมโดย S&P รายงานยอดขายบ้านใหม่ เดือน มี.ค. 68 ดัชนีอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เดือน เม.ย. 68 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน เม.ย. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต เดือน เม.ย.68 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรม เดือน มี.ค.68

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (11 – 17 เม.ย. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับขึ้น 4.61 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 64.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 4.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 67.96 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 68.11 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 11 เม.ย.68 ปรับเพิ่มขึ้น 0.52 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 442.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 0.51 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของสภาวะเศรษฐกิจ โดยล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 1/68 อยู่ที่ระดับ 5.4 % สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 5.2% เช่นเดียวกับตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน มี.ค. 68 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.9% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3 % ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่สะท้อนภาพเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่ระดับ 145% ขณะที่ตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือน มี.ค. 68 อยู่ที่ระดับ 1.4 % สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ระดับ 1.3% อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่าปกติจากการที่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ เลือกกักตุนสินค้าก่อนที่รัฐบาลจะประกาศมาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้กับประเทศต่างๆ ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา