background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 March 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 March 2025

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 64-74 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 67-77 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 March 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (21 – 27 มี.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนเนื่องจากตลาดจับตาสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางภายหลังจากอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในฉนวนกาซา ขณะที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีกบฏฮูตีในบริเวณทะเลแดง ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาการเจรจาหารือระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย โดยล่าสุดยังคงมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน แม้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ และรัสเซียได้ไกล่เกลี่ยให้มีการหยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนเป็นระยะเวลา 30 วัน ขณะที่ด้านเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากการที่จีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย สะท้อนอุปสงค์น้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น แม้ว่าในฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม หลังอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวประกอบกับยังมีความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์
 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•    ตลาดจับตาสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเนื่องจากนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่นับตั้งแต่สัญญาการหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยการโจมตีในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากความพยายามที่จะเจรจาต่อรองเพื่อขยายระยะเวลาหยุดยิงประสบความล้มเหลว 


 

•    ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทางการทหารครั้งใหญ่ในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผ่านการโจมตีฐานที่มั่นทางการทหารและเรดาห์ทางการทหารต่างๆ ของกบฏฮูตี ในบริเวณทะเลแดง โดยการโจมตีครั้งนี้มีขึ้นภายหลังสหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดว่าการโจมตีครั้งนี้ของสหรัฐฯ พุ่งเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลเตหะราน ซึ่งถือเป็นผู้สนับสนุนหลักของกบฏฮูตี กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ หลายฝ่ายคาดว่า หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง สหรัฐฯ อาจเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลก

•    นอกจากนี้ยังคงมีแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากสำนักสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ม.ค.-ก.พ. ปรับตัวดีขึ้นกว่า 4% ขณะที่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือน ม.ค.-ก.พ. 68 สูงกว่าที่ตลาดคาดก่อนหน้าที่ 5.3% นอกจากนี้ รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม เช่น แก้ไขปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์ การเพิ่มรายได้ และการรักษาเสถียรภาพของตลาดหุ้น ส่งผลให้ตลาดคาดอุปสงค์น้ำมันจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้นจากช่วงก่อนหน้า 

•    อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเมื่อวันที่ 18-19 มี.ค. ที่ผ่านมาหลังตัวเลขอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะเร่งตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดคาดเฟดจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ในช่วงการประชุมเดือน มิ.ย. 68 และเดือนก.ย. 68


 

•    ขณะที่ด้านการเจรจาหารือระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย ในวันอังคารที่ผ่านมา ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการหยุดยิง 30 วัน ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ และยูเครน ตกลงกันในช่วงก่อนหน้านี้ โดยคาดข้อตกลงหยุดยิงจะยังคงไม่ได้ข้อสรุปในเร็ววัน เนื่องจากความต้องการของทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ตรงกันในหลายประเด็น อย่างไรก็ดี จากการเจรจาครั้งล่าสุดที่รัสเซียตกลงที่จะหยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนยังคงมีความไม่แน่นอนและคาดจะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดในระยะสั้น

•    ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล เดือน ก.พ. 68 ยอดขายบ้านใหม่ เดือน ก.พ. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต เดือน มี.ค. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเดือน มี.ค. 68 และจีดีพีไตรมาส 4/67 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต เดือน มี.ค. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเดือน มี.ค. 68
 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 – 20 มี.ค. 68)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 68.26 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 72.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 73.01 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติมส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบอิหร่านที่อาจตึงตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน ราคายังได้รับแรงหนุนจากการที่สำนักสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยตัวเลขการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นของจีนปรับเพิ่มขึ้นกว่า 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลเรื่องผลกระทบจากนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกดดันความต้องการใช้น้ำมัน โดยล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับตัวเลขคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงสู่ระดับ 3.1% ในปี 2568 และ 3.0% ในปี 2569 ตามลำดับ รวมถึงตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข่าวเรื่องการเดินหน้าเจรจาหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามในยูเครนระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดีมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 14 มี.ค. 68 เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 437.0 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 0.5 ล้านบาร์เรล