คาดสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโมเมนตัมตลาดหุ้นไทยเริ่มดูดีขึ้น โดย SET Index สามารถกลับมายืนเหนือระกับ 1,200 จุด ได้อีกครั้ง
เราประเมินสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ จาก 1) ตลท. มีโอกาสออกมาตรการกระตุ้นตลาดทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะนโยบาย TISA ที่นักลงทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เรามองมาตรการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนตลาดทุนไทยได้แบบถาวร และไม่เป็นการจำกัดการซื้อ/ขายของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม, 2) ค่าเงินบาทกลับมาอยู่ในโซนแข็ง ประเมินจะช่วยจำกัดการไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติได้ โดยสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าโดยหลักคาดมาจากการคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่สูงขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีแนวโน้มที่ชะลอลง และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงนโยบายกีดกันทางการค้าของ Donald Trump ที่ยังดูมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้นักลงทุนเลือกที่จะขาย USD เพื่อที่จะลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าว
การอ่อนค่าของเงินสหรัฐฯ ดีกับ TIP market แต่ไทยอาจถูกถ่วงด้วยปัจจัยการเมืองในประเทศและราคาน้ำมันดิบ: ดัชนีค่าเงินสหรัฐฯ (Dollar Index) ที่อ่อนค่าลงในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มเป็นบวกต่อทิศทางเงินทุนและภาพรวมการลงทุนหุ้นในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยถ่วงที่สำคัญ เราประเมินว่ามาจากปัญหาการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะข่าวฮั้วสว. เนื่องจากหากมีเหตุให้สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ รวมไปถึงพรบ.งบประมาณปี 2569 นอกจากนี้ การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบจากโอกาสยุติความขัดแย้งยูเครนรัสเซีย และการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของโอเปค เป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรกลุ่มพลังงาน และ EPS ของ SET Index ทำให้การลงทุนอาจต้องเน้นกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ และได้ประโยชน์ต่อทิศทางราคาพลังงานที่ทรงตัวถึงต่ำลง
ภาพรวมกลยุทธ์ เลือกเก็งกำไรรายตัวในกลุ่ม valuation ไม่แพง หรือเก็งกำไรแบบตัดขาดทุนในกลุ่มอิงเศรษฐกิจจีน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมีที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะมีการถือครองต่ำ (under-owned) //สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจทางพื้นฐาน เรามอง กลุ่มท่องเที่ยว, การแพทย์, ค้าปลีก และอาหาร (เนื้อสัตว์) รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าใหญ่และหุ้นปันผลสูง // หุ้นเล็กที่น่าสนใจ: MEB, SORKON, VRANDA, NER // บรรยากาศลงทุนหุ้นจีนที่ดีขึ้น หนุนต่อ DR อิงหุ้นจีน
แนวรับ: 1,173 แนวต้าน : 1,207/1,215 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)
• AP (9.60): กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อยู่ในสถานะมีการถือครองต่ำ (under-owned) และมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงปันผล XD 0.60 บาท 7 พ.ค. ตัดขาดทุน 8.70 บาท
• BCH (17): ผลการดำเนินงานได้แรงหนุนจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในประเทศ ขณะที่อัตราค่ารักษาโรคซับซ้อนกลับมาคงที่อีกครั้ง ตัดขาดทุน 14.60 บาท
• ERW (4): ราคาหุ้นปรับลดลงจนถึง 12x PER ซึ่งใกล้เคียงระดับในช่วงสถานการณ์โควิด ทำให้อยู่ในจุดที่มีโอกาสฟื้นตัว ตัดขาดทุน 3.20 บาท
• SNNP (15): คาดผลการดำเนินงานปี 2568 ฟื้นตัว จากยอดขายทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะอัตรากำไรสุทธิคาดปรับดีขึ้นจากปี 2567 ตัดขาดทุน 12.30 บาท
ประเด็นที่น่าสนใจ
- สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตร +151,000 เดือนก.พ. ต่ำกว่าคาดการณ์
- “พาวเวล” เผยเฟดรอความชัดเจนผลกระทบนโยบาย “ทรัมป์” โดยไม่มีการกำหนดทิศทางนโยบายไว้ล่วงหน้า
- สหรัฐ จ่อเก็บ ค่าธรรมเนียมเรือ เชื่อมโยงจีน กดดันประเทศพันธมิตรดำเนินการตาม มิฉะนั้นโดนภาษีตอบโต้
- เงินเฟ้อ ก.พ. บวก 1.08% คาดไตรมาส 2 ชะลอตัวเหลือ 0.5% ราคาพลังงานกดดัน
- “ตลท.” เข็น 4 แนวทางฟื้น SET ชู “TISA” ซื้อหุ้นไทยลด “ภาษี”
- EGCO Group ปิดดีลขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานลม Boco Rock ออสเตรเลีย
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
11 มี.ค. – US JOLTs Job Openings





