background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 February 2025

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 February 2025

ราคาน้ำมันดิบถูกกดดันหลังสหรัฐฯ เปิดฉากเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ท่ามกลางแรงหนุนจากการหยุดชะงักของท่อขนส่งน้ำมันดิบ Caspian Pipeline Consortium และโอเปคพลัสที่มีแนวโน้มชะลอแผนการเพิ่มการผลิต

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 67-77 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 24 February 2025

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (21 - 27 ก.พ. 68)

ราคาน้ำมันดิบถูกกดดันเนื่องจากตลาดคลายกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวจากการที่สหรัฐฯ เปิดฉากเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวจากสงครามการค้าหลังทรัมป์ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ สินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และยาเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบอิรักที่อาจปรับเพิ่มขึ้นหากเสร็จสิ้นการเจรจา อย่างไรก็ดี ราคายังได้รับแรงหนุนจากท่อขนส่งน้ำมันดิบ Caspian Pipeline Consortium (CPC) ที่ใช้ลำเลียงน้ำมันดิบจากคาซัคสถานหยุดชะงักลง รวมถึงตลาดยังคงจับตาท่าทีของกลุ่มโอเปคพลัสที่อาจชะลอแผนการปรับเพิ่มกำลังการผลิต

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•    ตลาดยังคงจับตาสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอย่างใกล้ชิดเนื่องจากสหรัฐฯ และรัสเซียได้มีการเจรจาที่ประเทศซาอุดิอาระเบียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อสานต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียเพื่อหาแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าสหภาพยุโรปและยูเครนจะเข้าร่วมการเจรจาด้วย โดยข้อตกลงจะต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย หากสงครามดังกล่าวสิ้นสุดลงอุปทานน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่มขึ้นจากการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียของสหรัฐฯ 

 


 

•    การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากนโยบายการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจกดดันต่อความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกให้ชะลอตัวเช่นเดียวกัน โดยล่าสุด ทรัมป์เผยแผนที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ ในอัตรา 25% และสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และยาที่ระดับ 25% หรือมากกว่า โดยมีแผนเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย. 68 อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่ามาตรการทางภาษีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการนำประเทศคู่ค้าเข้าสู่การเจรจาในลักษณะเช่นเดียวกับการขึ้นภาษีสำหรับเม็กซิโกและแคนาดาที่มีการเลื่อนออกไปหลังสามารถเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

•    อุปทานน้ำมันดิบจากอิรักมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถส่งออกได้ใน 1 สัปดาห์หลังการเจรจา เนื่องจากเสร็จสิ้นด้านกระบวนการทางกฎหมายด้านการชำระเงิน ทั้งนี้ คณะผู้แทนกระทรวงน้ำมันอิรักได้มีการเจรจาเพื่อส่งออกน้ำมันดิบจากเคอร์ดิสถานผ่านท่อ Kirkuk-Ceyhan ที่มีกำลังการขนส่งน้ำมันดิบได้กว่า 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ดำเนินการประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน หลังก่อนหน้านี้การส่งออกผ่านท่อดังกล่าวถูกระงับตั้งแต่ 25 มี.ค. 66 

•    อย่างไรก็ดี ตลาดคาดอุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นหลังท่อขนส่งน้ำมันดิบ Caspian Pipeline Consortium (CPC) ที่ใช้สำหรับการขนส่งน้ำมันดิบเกรดเบาที่มีปริมาณกำมะถันต่ำจากคาซัคสถานผ่านรัสเซียเพื่อไปยังท่าเรือชายฝั่งทะเลดำเพื่อส่งออกต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากยูเครนใช้โดรนโจมตีสถานีเพิ่มแรงดัน Kropotkinskaya ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย ส่งผลให้ท่อ CPC ที่สามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้กว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเกิดความเสียหาย ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ CPC ปรับลดลงกว่า 30-40% และคาดว่าจะใช้เวลาซ่อมแซมราว 1-2 เดือน


 

•    นอกจากนี้ ตลาดจับตาท่าทีของกลุ่มโอเปคและชาติพันธมิตรเนื่องจากมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า สมาชิกกลุ่มโอเปคพลัสได้มีการหารือกันเพื่อพิจารณาเลื่อนเวลามาตรการผ่อนคลายการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มออกไปจากกำหนดเดิมในเดือน เม.ย. 68 แม้ว่าล่าสุด รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซียเผยว่าโอเปคพลัสยังไม่มีการพิจารณาเลื่อนแผนดังกล่าวแม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเรียกร้องให้กลุ่มโอเปคพลัสเพิ่มการผลิตโดยเร็วเพื่อกดดันราคาน้ำมันดิบก็ตาม ทั้งนี้ ตลาดคาดโอเปคพลัสอาจชะลอแผนเพิ่มกำลังการผลิตจากเดือน เม.ย. 68 เป็นเดือน ก.ค. 68 หลังอุปสงค์โลกอ่อนแอและอุปทานจากประเทศนอกกลุ่มเพิ่มขึ้น

•    ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 4/67 ยอดขายบ้านใหม่ เดือน ม.ค. 68 ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล เดือน ม.ค. 68 รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบี เดือน ก.พ. 68 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ม.ค. 68 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือน ก.พ. 68 

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 – 20 ก.พ. 68)

•    ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 1.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 72.57 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.46 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 76.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 79.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเนื่องจากยูเครนได้ทำการโจมตีท่อขนส่งน้ำมัน Kropotkinskaya ในภูมิภาคครัสโนดาร์ทางตอนใต้ของรัสเซียส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบที่ขนส่งจากคาซัคสถานสู่ตะวันตกปรับตัวลดลงกว่า 380,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1% ของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลก นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบในรัฐ North Dakota ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตอันดับ 3 ของสหรัฐฯ โดยปริมาณการผลิตปรับลดลงกว่า 150,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ราคาได้รับแรงกดดันจากการที่ Bank of America คาดการณ์ว่าหากชาติตะวันตกผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซียจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากการที่รัสเซียสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบสู่ประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีนและเกาหลีใต้ได้ ขณะเดียวกันผู้นำยุโรปได้จัดการประชุมฉุกเฉินในกรุงปารีสช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความมั่นคงของทวีป รวมถึงการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเพื่อสนับสนุนยูเครน โดยหลายฝ่ายได้เห็นต้องพ้องกันว่าการยุติสงครามรัสเซีย ยูเครนควรจะมีทั้งข้อตกลงหยุดยิงในยูเครนและข้อตกลงสันติภาพร่วมกัน ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 14 ก.พ. 68 ปรับเพิ่มขึ้น 4.6 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 432.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาร์เรล