วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 October 2024

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 October 2024

ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันต่อเนื่องหลังโอเปคและ IEA ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันสะท้อนเศรษฐกิจจีนที่ซบเซา ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่กระทบอุปทาน

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 67-77 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 21 October 2024

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (21 - 25 ต.ค. 67)

ราคาน้ำมันดิบถูกกดดันต่อเนื่อง เนื่องจากโอเปคและสำนักงานพลังงานสากลปรับลดคาดการณ์การเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกปี 67 และ 68 หลังตัวเลขเศรษฐกิจจีนอ่อนแอ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังคงไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดคาดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี ตลาดยังได้รับแรงหนุนเนื่องจากธนาคารกลางยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนนี้ นอกจากนี้ คาดการณ์ธนาคารกลางอังกฤษจะปรับลดดอกเบี้ยเช่นเดียวกันหลังอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังต้องจับตาเนื่องจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ย. นี้

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•  ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากโอเปคเปิดเผยรายงานเดือน ต.ค. 67 ปรับลดคาดการณ์การเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2567 ลง 0.11 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 1.93 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 104.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปี 2568 ลง 0.20 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 1.64 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 105.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตอุปสงค์น้ำมันโลกลงเช่นเดียวกัน โดยปี 2567 ลง 0.15 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 0.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน


 

เมื่อเทียบปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 102.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปี 2568 ลดลง 0.10 ล้านบาร์เรลต่อวันมาที่ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวัน สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันโลก โดยเฉพาะจากจีนที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ หลังเศรษกิจจีนยังคงอ่อนแอ รวมถึงมีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอย่าง LNG ทดแทนน้ำมันดีเซลในรถบรรทุกขนาดใหญ่มากขึ้น 

• เศรษฐกิจจีนยังคงแสดงสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง โดยล่าสุดรอยเตอร์คาดเศรษฐกิจจีนจะเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ 5% ในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 4.8% ในปี 2567 และอาจชะลอตัวสู่ระดับ 4.5% ในปี 2568 ส่งผลให้รัฐบาลจีน ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลาย ก.ย. 67 ที่ผ่านมาเพื่อแก้ปัญหาปัญหาเรื่องภาวะเงินฝืด ตลอดจนเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงผิดหวังหลังการแถลงการณ์เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้มีการเปิดเผยขนาดรวมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์จะมีการเปิดเผยรายละเอียดนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้นในการประชุมครั้งต่อไปของสภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนที่คาดว่าจะมีขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

•  สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องแม้อิสราเอลเผยต่อสหรัฐฯ ว่ามีแผนถล่มเป้าหมายทางการทหารในอิหร่าน แต่จะไม่โจมตีไปยังแหล่งน้ำมันหรือโรงนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งนี้ ล่าสุดอิสราเอลเดินหน้าขยายแนวรบไปทางตอนเหนือของเลบานอนมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ เผยมีการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงให้กับอิสราเอลเพิ่มเติมบ่งชี้ถึงสัญญาณการเตรียมพร้อมของพันธมิตรที่สำคัญในการสู้รบบริเวณตะวันออกกลาง 


 

•    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.25% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 17 ต.ค. 67 ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปีหลังตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในเขตยูโรโซนปรับลดแตะระดับ 2.8% ในเดือน ก.ย. ถือเป็นการปรับลดแตะระดับต่ำกว่า 2% ครั้งแรกนับตั้งแต่กลางปี 2564 เนื่องจากต้นทุนพลังงาน และราคาสินค้าปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีทิศทางชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน โดยการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ย. 67 เพิ่มขึ้น 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนส.ค. ที่ผ่านมาที่ระดับ 2.2% ส่งผลให้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนหน้า (7 พ.ย.) เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ตลาดคาดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำลงจะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น

•    ตลาดยังคงจับตาเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ได้เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยล่าสุดผลสำรวจจาก Real Clear Politics ชี้ให้เห็นว่า คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนโดยรวมนำโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน แต่ผลคะแนนในหลายๆ รัฐสวิงสเตทกลับพบว่าโดนัลด์ ทรัมป์นั้นได้รับความนิยมสูงกว่า ทั้งนี้ตลาดคาดนโยบายของทั้ง 2 ฝ่ายอาจส่งผลกระทบต่อทั้งอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบในช่วงปีหน้า

•    ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่เดือน ก.ย. 67 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเดือน ต.ค. 67 เศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเดือน ต.ค. 67 และเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีของธนาคารกลางจีนเดือน ต.ค. 67 
 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14 ต.ค. – 18 ต.ค. 67)

•  ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 6.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 69.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 5.98 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 73.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 74.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่าอิสราเอลจะมุ่งเป้าโจมตีไปที่จุดยุทธศาสตร์ทางการทหารของอิหร่าน และไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำมันหรือนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนเดือน ก.ย. 67 ที่ปรับลดลงต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยปรับลดลงกว่า 0.66% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แตะระดับ 11.07 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ราคายังได้รับแรงหนุนจากการโจมตีของอิสราเอลบริเวณทางตอนเหนือและตอนใต้ของเลบานอนที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านมีการเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศอิหร่านประท้วงต่อต้านการคว่ำบาตรอิหร่านของสหภาพยุโรปหลังสมาชิก EU อนุมัติมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านต่อหน่วยงานและบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาโดรน มิสไซล์ รวมถึงชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้รัสเซียเพื่อทำสงครามในยูเครน ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 11 ต.ค. 67 ปรับลดลง 2.2 ล้านบาร์เรลสู่ระดับ 420.6 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่ม 1.8 ล้านบาร์เรล