ใน 2Q67 กำไรสุทธิรวมของหุ้นที่ KGI ศึกษาอยู่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 30% YoY แต่ลดลง 4% QoQ ทั้งนี้ หากตัดผลขาดทุนจากการบันทึกด้อยค่าของสองบริษัทหลัก ๆ ซึ่งได้แก่ IVL* และ TRUE* ออก
กำไรใน2Q67 จะเพิ่มขึ้น 50% YoY และ 11% QoQ ผลประกอบการโดยรวมออกมาดีกว่า consensus 4% โดย 39%ของบริษัทที่เราศึกษาอยู่รายงานผลประกอบการดีเกินคาด ซึ่งทำให้ภาพออกมาค่อนข้างบวก ในขณะที่อีก 33% ออกมาตามคาด และ 28% ออกมาน่าผิดหวัง
ผลประกอบการของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ F&B ออกมาดี ในขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล, อสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างโดยรวมต่ำกว่าคาด
ดังแสดงใน Figure 3 หุ้น global play อย่างเช่นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ F&B เป็นสองกลุ่มที่ผลประกอบการออกมาดีใน 2Q67 โดยกำไรของหุ้นหลักในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างเช่น DELTA* ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ถึง 42% ส่วนกำไรของผู้ผลิตเนื้อสัตว์ในกลุ่ม F&B อย่างเช่น CPF* และ TFG* ก็ออกมาดีเกินความคาดหมายอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่อยู่อาศัย และ รับเหมาก่อสร้างกลับออกมาน่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ Bloomberg consensus เรามองว่าผลประกอบการที่อ่อนแอของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการปฏิเสธคำขอสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์
การตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วน่าจะช่วยจำกัด downside ของ GDP โดยแนวโน้มเศรษฐกิจจะขึ้นกับการใช้จ่ายภาครัฐ และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาเป็นสำคัญ
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ดังนั้น จึงน่าจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้เร็ว และ น่าจะช่วยจำกัด downside ของ GDP ไทย โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเราจะนำตัวเลขจริงของ GDP 2Q67 ที่จะประกาศออกมาในวันนี้มาพิจารณาก่อนที่จะปรับประมาณการ GDP ปี 2567 ใหม่ในเร็ว ๆ นี้ (ประมาณการในปัจจุบันของเราอยู่ที่ 2.8%) ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจใน 2H67 หลัก ๆ แล้วจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัย ได้แก่ การใช้จ่ายงบภาครัฐ และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมา โดยมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยจะเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อโมเมนตัมการบริโภคของไทย
มองบวกมากขึ้นกับกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในต่างจังหวัด และ finance และยังมองบวกกับหุ้นกลุ่ม F&B
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มา มีการปรับเพิ่ม และ ลดประมาณการกำไรในระดับที่พอ ๆ กัน ทำให้ประมาณการ EPS ปี 2567 เฉลี่ยของเราแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม เราประเมินเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2567 ที่ 1,463
อิงจาก fwd PE ที่ 14.8x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 0.5S.D. ซึ่งเมื่ออิงตามมุมมองของเราว่ารัฐบาลชุดใหม่
อาจจะดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคในรูปแบบที่คุ้นเคยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคระดับกลางถึงล่าง เราจึงมองบวกกับแนวโน้มของหุ้นกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในต่างจังหวัด อย่างเช่น CPAXT*, DOHOME* และ GLOBAL* นอกจากนี้ เรายังมองบวกมากขึ้นกับหุ้น nonbank finance ถ้ากำลังซื้อของผู้บริโภคระดับล่างดีขึ้น โดยเราเลือก MTC* เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกัน เรายังคงชอบหุ้นกลุ่ม F&B ที่นักวิเคราะห์ในตลาดปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอย่างเช่น CBG* และ CPF*


