วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ ดอกเบี้ยเฟดปี 2567 ผ่อนคลายกว่าเดิม

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ ดอกเบี้ยเฟดปี 2567 ผ่อนคลายกว่าเดิม

เฟดคงดอกเบี้ยขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 0.75% ในปี 2567 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) รอบนี้ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย

ขณะที่มุมมองดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล (Dot Plot) ส่งสัญญาณถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง (0.75%) ในปี 2567 เมื่อมองการเปลี่ยนแปลงของ Dot Plot รอบการประชุม ก.ย.กับรอบนี้ จะพบว่าอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2567 ต่ำลงจากเดิมถึง 1% ประกอบกับการส่งสัญญาณในช่วงแถลงข่าว ค่อนข้างยืนยันมุมมองดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดเหลือเพียงดอกเบี้ยจะลดลงเมื่อใด? อ้างอิงจาก FedWatchTool นักลงทุนมีมุมมองดอกเบี้ยอาจเริ่มลดตั้งแต่ มี.ค.67 ซึ่งเร็วกว่าคาดการณ์เดิมที่พ.ค.67 สถานการณ์เหล่านี้ ทำให้เรายังมองปัจจัยภาคนอกเป็นบวกต่อการฟื้นตัวต่อสินทรัพย์เสี่ยงช่วงต้นปี ในขณะที่เพิ่มมุมมองระวังต่อช่วงครึ่งหลังปีหน้า เนื่องจาก 1) การลดดอกเบี้ยในช่วงแรกๆ จะทำให้เงินทุนไหลออกมีโอกาสเร่งขึ้น (ลดน้ำหนักตราสารหนี้ไทย ไปเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้สหรัฐฯ) 2) ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจชะลอ ที่แฝงอยู่

โมเดลความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้น ประเมิน SET Index ในระดับ 1,300-1,350 เป็นจุดเสี่ยงซื้อที่น่าสนใจ แม้ภาพทางเทคนิคระยะสั้นของ SET Index จะป็นลบ หลังไม่สามารถยืนเหนือจุดต่ำสุดรอบก่อนหน้าที่ 1,366 จุด อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นที่ประเมินด้วย Earnings Yield Gap Model ของเรามองกรอบ trading range ทางพื้นฐานในกรณีแย่ (ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีไทยที่ 3.5%) ที่ 1,347-1,579 จุด ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ไทย ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2.8%

 

ดังนั้นเรามอง SET Index ในระดับ 1,300-1,350 จุด เป็นจุดเสี่ยงซื้อที่น่าสนใจ ทั้งนี้ยังคงมุมมองตามกลยุทธ์ในภาพใหญ่คือ 1) ชอบหุ้นพื้นฐานดี ที่หนี้น้อย กระแสเงินสดแข็งแกร่ง หรือปันผลดี อาทิ PTT, TU, MAJOR, BSRC, TOP, EGCO, ADVANC เป็นต้น 2) หุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าในระยะกลางและยังมีการถือครองต่ำ โดยเฉพาะ กลุ่มอาหาร อาทิ TU, CPF, BTG 3) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตที่ปรับลดลง ได้แก่ EPG, ETL, SORKON เป็นต้น
 

ภาพรวมกลยุทธ์ แม้ภาพทางเทคนิคของตลาดระยะสั้นดูไม่แข็งแกร่ง แต่การปรับทิศทางดำเนินนโยบายของเฟด มีโอกาสทำให้ SET Index ฟื้น ลุ้นการกลับมาปิดเหนือ 1,366 จุด เพื่อลุ้นกลับมาเล่นในกรอบ 1,366-1,430 จุด กลุ่มหุ้นที่กระแสเงินสดดีและปันผลสูง ค่อนข้างยืนได้ดีและแข็งแกรงกว่าภาพรวม จะเป็นตัวประคองตลาด และอาจทำให้หุ้นกลางหุ้นเล็ก ฟื้นได้ดีในช่วง 2 เดือนนี้

หุ้นแนะนำ: EGCO*, SAMART*, EPG*, ETL*

แนวรับ: 1,366 / แนวต้าน : 1,390 จุด 

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
 

 

 

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ

HBA ยื่นข้อเสนอรัฐหั่น ภาษีสร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง ล้านละ 10,000 ไม่เกิน 100,000 บาท - สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ผนึก 6 องค์กรด้านอสังหาริมทรัพย์ ยื่นข้อเสนอนายกฯ-รมว.คลังชงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง ล้านละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและกำลังซื้อ (การเงินการธนาคาร)

ANI เข้าเทรดวันแรก วันนี้ - บมจ. เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ประกอบธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน ให้แก่สายการบินชั้นนำ พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 14 ธ.ค. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ มูลค่า 9,702 ล้านบาท ณ ราคา IPO 5.25 บาท (อินโฟเควสท์)

MGI เข้าเทรดวันแรก วันนี้ -  บมจ. มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบธุรกิจพาณิชย์จากการจัดประกวดนางงาม ตลอดจน การบริหารจัดการศิลปิน และจัดจำหน่ายสินค้าต่างๆพร้อมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ 14 ธ.ค. นี้ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ มูลค่า 1,039.50 ล้านบาท ณ ราคา IPO 4.95 บาท (อินโฟเควสท์)

TESG - ในกลุ่มที่มี ESG rating AAA และ AA ที่มีโอกาสเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อ ได้แก่ ADVABC, BCP, CPALL, CPAXT, CPF, CRC, PTT, SCGP, TISCO, BCPG, BDMS, CPN, EA, EGCO, MAJOR, RATCH, SCB เป็นต้น

 

ประเด็นติดตาม: 14 ธ.ค. - US Core Retail Sales, EU Deposit Facility Rate Decision, ECB Rate Decision/ 15 ธ.ค. - US S&P Global Services PMI

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)