พอร์ตหุ้นแนะนำ ต.ค. ลดลง 7.9% และอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นโดยรวม ในเดือนตุลาคม 2566 ตลาดหุ้นไทยทรุดตัวอย่างหนักเกินความคาดหมาย ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งจากภายนอกและภายใน
โดยปัจจัยแรกคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของทั้งสหรัฐและไทย ที่พุ่งสูงขึ้นอีกสะท้อนถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และ มุมมองของนักลงทุนว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะอยู่ที่ระดับสูงขึ้นเป็นเวลานานขึ้น ปัจจัยที่สองคือ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากการที่อิสราเอล และ ฮามาส เข้าสู่ภาวะสงครามตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือน ปัจจัยที่สาม เป็นประเด็นในประเทศ คือการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดเอาไว้เนื่องจากโมเมนตัมของนักท่องเที่ยวจีนแผ่วลงไปจากการที่
รัฐบาลจีนมุ่งเน้นส่งเสริมประเทศ และเหตุกราดยิงที่ห้างสยามพารากอน สร้างความกังวลต่อนักเดินทาง ปัจจัยที่สี่คือ รัฐบาลไทยยังไม่ได้ข้อสรุปในส่วนของขอบเขตการดำเนินการและแผนจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน digital wallet
มุมมองตลาดหุ้นไทย พ.ย. น่าจะเริ่มสร้างฐานได้หลังร่วงแรง แต่ยังไม่มีปัจจัยบวกชัดๆ
เรามองว่าตลาดหุ้นเดือน พ.ย. จะอยู่ในโหมดของการพักฐาน ซึ่งหลังจากที่ตลาดตกหนักมาสองเดือน เราพบว่ามีพัฒนาการบางมุมที่น่าจะช่วยหนุนดัชนีฯ ได้ ประการแรก ราคาหุ้นในตลาดตกลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น ดัชนี SET ในปัจจุบันคิดเป็น PE ปี 2566 ที่ 14.5x และ และ PE ปี 2567 ที่ 12.8x เท่านั้น ซึ่งราคาหุ้นในตลาดที่ถูกดังที่แสดงใน figure 3 ทำให้เห็นว่าดัชนีมี downside จำกัด ประการที่สอง นักเศรษศาสตร์ของเรามองว่าบอนด์ยิลด์ไทยน่าจะทยอยขยับลงในช่วงสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่าง ๆ และต่อราคาหุ้นไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่คิดว่าดัชนี SET จะดีดตัวกลับได้แรงในเดือนนี้ เพราะยังคงมีความเสี่ยงอยู่อีก ได้แก่ สถานการณ์ที่คาดเดายากระหว่างอิสราเอล และ ฮามาส, ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อาจจะออกมาแข็งแกร่งเกินความคาดหมาย ซึ่งจะดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขยับขึ้นต่อไปอีก ทั้งนี้ GDP สหรัฐใน 3Q66 ขยายตัวสูงกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสมากขึ้นที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่าน digital wallet จะล่าช้าไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2567
หุ้นแนะนำ เดือน พ.ย. – เน้นธีมเฉพาะตัว เช่นบอนด์ยิลด์ไทยน่าจะลดลง, หุ้นที่งบไตรมาสสามน่าจะโดดเด่น รวมทั้งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเอเชีย ยังดูดีอยู่
ในขณะที่เรามองว่าดัชนี SET น่าจะเริ่มประคองตัวได้หลังจากที่ร่วงลงมาแรง แต่เรายังไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นด้านบวกที่จะมาขับเคลื่อนให้ตลาดกลับทิศได้ในอีกสองสามสัปดาห์ข้างหน้า ดังนั้น หุ้นประเภท conventional large caps จึงน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เราจึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นไปที่ธีมเฉพาะตัว โดยในธีมแรก เราเลือกหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างเช่น SAWAD* และ MTC* ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่มีอาจจะขยับลดลง ในธีมที่สอง เราชอบหุ้นโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการใน 3Q66 มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งได้แก่ BH* และ BDMS* ส่วนในธีมที่สาม เรามองบวกกับบริษัทที่มีธุรกิจโยงอยู่กับสหรัฐ และ เอเชีย ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะ outperform ภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งในธีมนี้ เราเลือก DELTA*, RBF และ TU*







