background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 30 Oct 2023

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 30 Oct 2023

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ขณะที่ตลาดจับตาการประชุมเฟด

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 83-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 86-93 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 30 Oct 2023

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (30 ต.ค. – 3 พ.ย. 66)

ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากสงครามขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงกว้าง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐฯและการจ้างงานที่ขยายตัวขึ้น หลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสที่ 3/2566 ซึ่งจะเป็นตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 4.9% อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25 - 5.50% ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาในจีน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันเช่นกัน 


 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

•    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย อิสราเอลและกลุ่มฮามาสต่างโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง หลังสัปดาห์ก่อนอิสราเอลเจรจาขอให้ปล่อยตัวประกันอีก 50 คน แต่กลุ่มฮามาสมีข้อแลกเปลี่ยนโดยขอลำเลียงน้ำมันเข้าฉนวนกาซา ด้านวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ได้ออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสอาจลุกลามออกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการทำสงครามจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย และหากอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้มีบทบาทในการคุมเส้นทางการขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ตัดสินใจเข้าร่วมในสงครามและตอบโต้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อการจำกัดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขนส่งน้ำมันคิดเป็น 15% ของอุปทานโลก สร้างความกังวลต่อราคาน้ำมันดิบและเศรษฐกิจโลก ถึงแม้ในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่แหล่งผลิตน้ำมันดิบสำคัญของภูมิภาคก็ตาม

•    ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.0 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐและการจ้างงานที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสที่ 3/2566 ซึ่งจะเป็น ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 อยู่ที่ระดับ 4.9% สะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และบ่งบอกถึงความต้องการน้ำมันที่ฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี
 

•    นักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานาน หลังภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและตลาดแรงงานที่ยังคงตึงตัวของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสนับสนุน ขณะเดียวกันดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือน ก.ย. ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้เฟดมีโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เพื่อพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมรอบเดือน พ.ย.

•    นักวิเคราะห์เศรษฐกิจโดย Reuters คาดการณ์เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า ปริมาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคอินเดียในช่วงวันหยุดเทศกาลปลายปี 66 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 65 และคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจะแตะระดับ 6.3% ในปีงบประมาณปัจจุบัน ขณะเดียวกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอินเดียจะมีส่วนในการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในสัดส่วน 18% ภายในปี 2571 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 16% เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

•    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Country Garden บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในจีนผิดนัดชำระหนี้จำนวน 15.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ หลังขอผ่อนผันชำระหนี้ 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 66 กระทบต่อเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนและอาจเข้าสู่วิกฤติการเงินครั้งใหญ่ แม้ว่าแม้ว่ารัฐบาลจีนพยายามพลิกฟื้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยปล่อยเงินกู้พิเศษให้แก่สถาบันการเงินและผู้รับเหมาหลายครั้ง เพื่อพยุงไม่ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนทรุดหนักไปมากกว่านี้

•    เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน ต.ค. ของจีน
 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 – 27 ต.ค. 66) 

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลง 3.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 85.54 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับลดลง 1.68 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 90.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 89.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงกดดันจากตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 20 ต.ค. 66 ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 421.1 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.2 ล้านบาร์เรล อีกทั้งหลังจากช่วงต้นสัปดาห์ผู้นำสหภาพยุโรปเรียกร้องให้มีการหยุดสงครามชั่วคราว เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสกลับมารุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอิสราเอลโจมตีทางตอนใต้ของฉนวนกาซา อีกทั้งอิสราเอลกำลังเตรียมการโจมตีภาคพื้นดินเพิ่มเติมในฉนวนกาซา ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้นำสหภาพยุโรปเรียกร้องให้มีการหยุดสงครามชั่วคราว เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีแรงหนุนหลังจีนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุด โดยอนุมัติร่างกฎหมาย ให้ออกพันธบัตรรัฐบาล มูลค่า 1 ล้านล้านหยวน (137 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ขณะที่อนุญาตให้มีการใช้โควตาสำหรับพันธบัตรรัฐบาลปี พ.ศ. 67 ล่วงหน้า เพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงการใหญ่ในประเทศ