วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

KTX Zoom (18 พฤษภาคม 2566)

KTX Zoom (18 พฤษภาคม 2566)

พบสัญญาณการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ (ระยะสั้น) หลังการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่แน่นอน

KTX Zoom (18 พฤษภาคม 2566)

Today’s dominant ideas

คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,518/1,504 จุด แนวต้าน 1,533/1,540 จุด ทางเทคนิค ยังไม่เกิดสัญญาณกลับตัว (Reversal Pattern) โดยบริเวณแนวรับ 1,504 จุด จะเป็นจุดตัดสินว่าดัชนีฯ เลือกที่จะรีบาวนด์กลับไปที่ 1,576 จุด (เกิดรูปแบบ W-Shape) หรือลงลึกไปที่ 1,490/1,450 จุด (รูปแบบ Down Channel กรอบ 1,450-1,570 จุด)

ประเด็นวันนี้ ความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และการเลือกนายกฯ ที่มีโอกาสเลื่อนจาก Time line เดิม สร้างความวิตกกังวลต่อนักลงทุน โดยเราพบสัญญาณการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติในภาพระยะสั้นที่รุนแรงขึ้น สะท้อนจาก 1.การกลับมาชะลอตัวลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 60 วัน ของ USDTHB Carry Trade (Figure 1) ทำให้ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนตัวลงจาก 33.78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 34.26 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ +1.2% WoW 2.การเปิดสถานะ Short ในตลาดอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้นเป็น -3.1 หมื่นสัญญา MTD (โดยเพิ่มขึ้น-1.3 หมื่นสัญญา WoW) 3.การเร่งตัวขึ้น TH 2Y Bond Yield จาก 1.94% เป็น 2.01% WoW และ 4.ยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตร เริ่มปรับตัวลง -9% DoD (Figure 2) แต่อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่เร่งตัวขึ้น (1Q23 GDP +2.7%YoY) เป็นปัจจัยหนุนให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติเป็นเพียงภาพแค่ระยะสั้น (Hot Money) เท่านั้น โดย 2/10Y Bond Yield Curve ที่ปรับตัวลง (Bond Yield 2 ปี ขึ้นแรงกว่า 10 ปี) เป็นตัวสะท้อนว่า เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น (Hot Money) ขณะที่เงินทุนต่างชาติระยะยาว (Smart Money) ยังคงไหลอยู่ในตลาดพันธบัตรไทย
 

กลยุทธ์ลงทุน  การปรับตัวลดลงของหุ้นที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ จากความวิตกกังวลเรื่องการเมือง เป็นโอกาสที่ดี (Golden time) ในการเข้าสะสมหุ้น เราคัดเลือกหุ้นที่ต่างชาติมีการลดน้ำหนักการลงทุนลงในช่วงสิ้นสุดไตรมาส 1 ถึงสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง แต่กลับมาเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น หลังวันเลือกตั้งถึงวันที่ 16 พ.ค. และหุ้นที่ต่างชาติมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สิ้นสุดไตรมาส 1 ถึงสัปดาห์หลังการเลือกตั้ง (Figure 3) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ (Attractive story) อาทิ ผลการดำเนินงานดีหรืออยู่ในกลุ่มที่เป็นเป้าหมายในการปรับเพิ่มน้ำหนักของ KTX (BANK, FINANCE, PROPERTY, EXPORT และ INVESTMENT) แนะนา MINT SAWAD BH

 

Strategic daily picks

MINT   ปิด 31.75 บาท/แนวรับ 31.50 บาท แนวต้าน 34.75 บาท

MINT รายงานผลการดำเนินงาน 1Q23 พลิกเป็นขาดทุนปกติ 647 ล้านบาท แต่ฟื้นตัวจาก 1Q22 ที่ขาดทุนปกติ 3.6 พันล้านบาท และลดลงจาก 4Q22 ที่มีกำไรปกติ 2.4 พันล้านบาท เนื่องจากต้นทุนโรงแรมสูงกว่าคาด โดยมี GPM ของโรงแรมลดลงมาอยู่ที่ 32% (คาด 35% และ 4Q22=40%) ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 976 ล้านบาท เพราะมีขาดทุนจากสัญญา Derivatives ราว 300 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มกำไร 2Q23 คาดจะกลับมาเติบโตโดดเด่นเหนือกลุ่ม โดยจะเติบโตทั้ง YoY, QoQ จากการเข้าสู่ช่วง high season ที่ยุโรป และประมาณการกำไรปกติปี 2023 คาดอยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 137% YoY จากการฟื้นตัวในทุกประเทศ โดยเฉพาะที่ไทยและยุโรป ทั้งนี้ Consensus ประเมินราคาเป้าหมายปี 2023 ที่ 37.00 บาท อิง DCF (WACC 7%, Terminal growth 2.5%)

 

 

SAWAD   ปิด 52.50 บาท/แนวรับ 48.25 บาท แนวต้าน 57.00 บาท

Consensus คาดผลการดำเนินงาน 2Q23 จะขยายตัวต่อเนื่อง YoY, QoQ จากสินเชื่อ และรายได้ Non-NII ที่ดีขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองจะเพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากที่มีการกลับค่าใช้จ่ายสำรองเป็นรายได้ ส่วนประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 อยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท (+19% YoY) และปี 2024 ที่ 6.5 พันล้านบาท (+21% YoY) โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2023 ที่ 70 บาท อิง 2023 PBV 3.4 เท่า

 

BH   ปิด 240.00 บาท/แนวรับ 233.00 บาท แนวต้าน 250.00 บาท


BH คาดรายได้ใน 2Q23 เติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก เมื่อเทียบกับ 2Q22 แม้จะเป็นช่วง low season เช่นเดียวกัน โดย Consensus คาด 2Q23 จะยังคงเติบโตได้ตามจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่ยังคงเติบโตได้ในระดับ 2 หลัก ต่อเนื่องจาก 1Q23 ตามการเดินทางระหว่างประเทศที่กลับสู่ภาวะปกติและการเปิดประเทศของจีน ประกอบกับใน 2Q23 ฐานกำไรของบริษัทต่ำผิดปกติ เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 พร้อมกันนี้ Consensus ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 5,410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.56% YoY และประเมินราคาเป้าหมายปี 2023 ที่ 244 บาท อิง DCF (WACC 6.7%, TG 2.7%)

KTX Zoom (18 พฤษภาคม 2566)