โมเมนตัมยอดขายของ HMPRO ฟื้นตัวขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล (ช้อปดีมีคืน) และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ SSSG ของบริษัทอยู่ในระดับสองหลัก QTD
โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว (ภาคใต้ และภาคตะวันออก) ถึงแม้ว่า SSSG ของสาขาในพื้นที่เกษตรกรรม (ภาคอีสาน) จะติดลบ QTD แต่ SSSG โดยรวมยังคงเป็นบวก QTD บริษัทตั้งเป้า SSSG ปี 2566 ที่ประมาณ 3-5% ตามอัตราการขยายตัวของ GDP นอกจากนี้ HMPRO ยังมีแผนจะรุกเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 10 ร้านในปีนี้ (Homepro 2 ร้าน และ Mega Home 8 ร้าน)
ตั้งเป้าจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นปีละ 10-20bps
บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปีละประมาณ 10-20bps จากการคัดสรรสินค้า การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และการใช้กลยุทธ์จำหน่ายสินค้า house brand โดยยอดขายสินค้า house brand มีสัดส่วน 20.8% ในปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 19.5% ในปี 2564 ซึ่ง HMPRO ตั้งเป้ายอดขายสินค้า private brand ปีนี้ไว้ที่ 21.5% ส่วนทางด้านของค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนค่าสาธารณูปโภค และต้นทุนแรงงาน บริษัทเชื่อว่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ทั้งนี้ บริษัทได้ทำการติดตั้ง solar roof ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนค่าสาธารณูปโภคไปได้บางส่วน
ทบทวนสมมติฐาน และปรับประมาณการกำไรเล็กน้อย
เราได้ทบทวนและปรับสมมติฐานเล็กน้อย ซึ่งได้แก่ SSSG, การขยายสาขาร้าน, สัดส่วนยอดขายสินค้า house brand, อัตรากำไรขั้นต้น และค่าใช้จ่าย เพื่อสะท้อนเป้าหมายของบริษัท ดังนั้น เราจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ลง 3% เป็น 7 พันล้านบาท (+14% YoY) แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2567 ขึ้นอีก 6% เป็น 7.7 พันล้านบาท (+9% YoY) เราคิดว่าการเร่งขยายสาขาในปี 2566 จะทำให้ค่าใช้จ่าย (ต้นทุนก่อนเปิดดำเนินการ) สูงขึ้นก่อนที่จะได้อานิสงส์จากยอดขายอย่างเต็มที่ในปี 2567 เราเชื่อว่าหุ้น HMPRO สมควรจะมี premium บ้าง เนื่องจาก i) จะได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศ ii) สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี และ iii) กำไรในปี 2566 สูงเกินระดับก่อน COVID ระบาดแล้ว และคาดว่าจะกำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2566-2567
Valuation & action
เราปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 จาก 19.00 บาท เป็น 18.50 บาท อิงจาก PER ที่ 35.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตระหว่าง HMPRO และ Siam Global House (GLOBAL.BK/GLOBAL TB)* +1.0 S.D.) และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” HMPRO
Risks
เศรษฐกิจชะลอตัวลง, ขยายสาขาได้น้อยกว่าที่วางแผนเอาไว้, ราคาพืชผลอ่อนแอ, ภัยธรรมชาติ, สินค้าค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก









