วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 27 February 2023

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 27 February 2023

ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจยูโรโซนดีและความต้องการใช้จีนมีแนวโน้มเพิ่ม ท่ามกลางความกังวลการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 72 - 82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 79 - 89 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 27 February 2023

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (27 – 3 มี.ค. 66)  

    ราคาน้ำมันดิบคาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังดัชนีภาคการผลิต (PMI) ของยูโรโซนและสหราชอาณาจักรสูงกว่า 50 แสดงถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว ลดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากจีนที่มีการนำเข้าน้ำมันดิบมากขึ้นสอดคล้องกับ IEA ที่ปรับคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกมากขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับท่อขนส่งน้ำมัน CPC ในคาซัคสถาน ซึ่งมีปริมาณการขนส่งราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันได้หยุดดำเนินการชั่วคราวจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ส่งผลกระทบต่ออุปทาน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงกังวลต่อท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในการประชุม 3 ครั้งต่อไปในปีนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

-   S&P Global ประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิตของยูโรโซน (PMI) ประจำเดือน ก.พ. 66 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.3 สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.3 ขณะที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิต (PMI) ของสหราชอาณาจักร (UK) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 53.0 สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.5 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 8 เดือน ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิตของเขตยูโรโซนและสหราชอาณาจักร ซึ่งสูงกว่า 50 สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว ส่งผลให้ตลาดผ่อนคลายความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยของยุโรปลงเล็กน้อย


 

การนำเข้าน้ำมันดิบ Ural ของจีน ในช่วงครึ่งเดือนแรกของ ก.พ. 66 อยู่ที่ระดับ 0.8 ล้านตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันที่ระดับ 0.4 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในจีนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนัก (Wood Mackenzie, FGE, Energy Aspects และ S&P Global) คาดการณ์ตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบในจีนมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นราว 0.5 - 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปีนี้ ขณะที่ปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดียในเดือน ม.ค. 66 ปรับตัวดีขึ้นเช่นกันโดยเพิ่มขึ้น 1.7 % จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 19.96 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 6 เดือน

-  สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 66 เฉลี่ยที่ระดับ 101.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในรายงานเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นการปรับเพิ่ม 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับรายงานเดือนก่อนหน้า หลังปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในจีนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.84 ล้านบาร์เรล เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

-  สภาพอากาศที่เลวร้ายส่งผลให้ท่อส่งน้ำมันของบริษัท Caspian Pipeline Consortium หรือ CPC ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างรัสเซีย และคาซัคสถาน ประกาศหยุดดำเนินการ โดยท่อส่งน้ำมัน CPC เป็นท่อขนส่งน้ำมันราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลก) จากแหล่งผลิตในคาซัคสถานและรัสเซีย ซึ่งส่งออกไปยัง Novorossiysk-2 บริเวณทะเลดำ การส่งออกน้ำมันดิบที่ลดลง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบตึงตัวมากขึ้น
 

 

 

-  Goldman Sachs และ Bank of America คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในการประชุม 3 ครั้งถัดไป ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal Rate) ของเฟด อยู่ที่ระดับ 5.25 – 5.50 % หลังดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เดือน ม.ค. อยู่ที่ระดับ 6.4 % สูงกว่าที่ตลาดคาการณ์ที่ระดับ 6.2 % ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเฟดควรที่จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับเป้าหมาย 

-   Morgan Stanley ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 อยู่ที่ระดับ 90 - 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากคาดการณ์เดิมที่ 100 – 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังอุปทานน้ำมันของรัสเซียได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากมาตรกำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบ (Price cap) อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องจับตาความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน หลังประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เดินทางเยือนยูเครนในวันจันทร์ที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมแสดงท่าทีสนับสนุนอาวุธเพิ่มเติมให้กับยูเครนและพร้อมพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม 

-  เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. 2566 และอัตราการว่างงานของยูโรโซน ในเดือน ก.พ. 2566

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (20 – 24 ก.พ. 66)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.02 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 76.32 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับลดลง 0.91 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 83.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 81.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังบันทึกการประชุม FED เมื่อวันที่ 31 - 1 ก.พ. 66 (รายงาน ณ วันที่ 21 ก.พ. 66) แสดงว่าคณะกรรมนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.25% และบางส่วนมีความเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนมีความเห็นตรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยต่อไป จนกว่าจะควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมายที่ 2% นอกจากนี้ตลาดคาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบในสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังเข้าใกล้ฤดูกาลซ่อมบำรุงโรงกลั่นในสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าในช่วงปลายสัปดาห์หน้า โรงกลั่นหลายแห่งกำลังการผลิตน้ำมันกว่า 1.44 ล้านบาร์เรลต่อวันจะหยุดซ่อมบำรุง 


---------------------------------------------------------