background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Quantamental ลดพอร์ตหุ้น ขายทำกำไรบ้างช่วงหุ้นขึ้น

Quantamental ลดพอร์ตหุ้น ขายทำกำไรบ้างช่วงหุ้นขึ้น

เดือน ม.ค. 66 เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดทุนไทยตามคาด จากบทวิเคราะห์เชิงปริมาณของเรา ในเดือน ธ.ค.65 ที่ผ่านมา เราคาดว่านักลงทุนจะทำการปรับพอร์ตลงทุน โดยเข้าซื้อหุ้นไทย โดยเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค.

โดยมีประเด็นสนับสนุนคือ i) ประมาณการกำไรปีนี้ที่เติบโต YoY และ ii) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ที่ปรับลดลง

 

Value factor: พอไหว แต่ไม่ได้ถูก

i) Modified yield gap (M-yield gap): Bond yield ปรับลดลงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 65 ที่ผ่านมา และทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง จนถึงต้นเดือน ม.ค. 66 อย่างไรก็ดี Bond yield อายุ 5 ปี เริ่มฟื้นตัวตัวขึ้นมาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค.66 (แต่ยังไม่ได้ฟื้นแรงมากจนมีนัยสำคัญ) ล่าสุดนักวิเคราะห์ในตลาดฯ (Consensus) คาดกำไรต่อหุ้นของ SET index ไว้ที่ 106.4 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นเล็กน้อย +2.5% จากปีก่อนส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทน (Yield) ของตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หรือ “Normal yield gap” ล่าสุดเท่ากับ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีตที่ 4.2% เล็กน้อย (ค่าเฉลี่ยย้อนหลังทั้ง 5 ปี และ 10ปี) ทั้งนี้ค่า Modified yield gap หรือ M-yield gap ที่เราพัฒนาขึ้นมาล่าสุดเท่ากับ +0.6 จุด ค่าที่เป็นบวก
สะท้อนว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นขณะนี้ น่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรอยู่เล็กน้อย (M-yield คำนวณจากจากส่วนต่างระหว่างค่า Standardize ของ Earnings yield และ Bond yield โดยเป็นการคำนวณในรูปแบบ Rolling 52 สัปดาห์)

 

 

 

ii) Implied equity risk premium (iERP): Implied Equity risk premium หรือ iERP ของตลาดหุ้นไทยที่เราคำนวณขึ้น ยังทรงตัวในระดับที่ต่ำเพียงราว 3.5% ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากในปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ในตลาดฯ ได้ทำการปรับลดประมาณการฯเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยปี 2565 ลงถึง -8% แต่ยังคงประมาณการฯเงินปันผลปี 2566 – 67 ไว้ใกล้เคียงเดิม อัตราส่วนระหว่าง iERP และ Risk free rate (Bond yield อายุ 10 ปี) ล่าสุดเท่ากับ 1.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยใน 4Q65 ที่ 1.2 เท่าเล็กน้อย สะท้อนความน่าสนใจลงทุนในตลาดหุ้นที่ดีขึ้น เทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2565

iii) Cyclical adjusted PE (CAPE): อัตราส่วน CAPE ล่าสุดสูงเท่ากับ 20 เท่า คิดเป็น +1 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ยในอดีต ค่า Excess CAPE yield (ECY) เท่ากับ 2.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยใน 4Q65 ที่ 2.6% เล็กน้อย เนื่องจาก Bond yield ที่ลดลง ขณะที่ค่า ECY ของตลาดหุ้นสหรัฐฯล่าสุดเท่ากับ 2.56% สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่ได้ถูกมากนัก (CAPE สูง) แต่ยังพอมีความน่าสนใจลงทุนหากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบ (Relative valuation)

ลดพอร์ต ขายทำกำไรบ้าง ช่วงหุ้นขึ้น เพื่อรอจังหวะเก็บหุ้นใหม่อีกครั้ง

จากข้อมูลการคำนวณ Valuation โมเดลด้วยวิธีต่างๆ ให้ผลสรุปที่ใกล้เคียงกันคือ Valuation ของตลาดหุ้นไทย ไม่ได้ถูกมากนัก นอกจากนี้เราคาดว่า Bond yield มีโอกาส Rebound ในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลลบต่อ Valuation ของตลาดหุ้นโดยรวม แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นมากในปีนี้ แต่เราประเมินว่าข่าวดีต่างๆ ได้เริ่มทยอยซึบซับมาในราคาหุ้นปัจจุบันพอสมควรแล้ว ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่นักลงทุนจะเริ่มขายทำกำไร โดยเฉพาะในช่วงการรายงานผลการดำเนินงานประจำปี (เดือน ก.พ. - มี.ค.) เราจึงแนะนำ ให้นักลงทุนลดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทยลง ช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นระหว่างเดือนนี้ ...
ทั้งนี้ เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่เดือน พ.ย. 65

หุ้นเด่น 20 ตัวที่เลือกจากโมเดลเชิงปริมาณของเราตามตารางที่ 1 (คำนวณจากทั้งปัจจัย Value และ Momentum) ในเชิง Technical analysis ประเมินแนวรับดัชนี SET index ไว้ที่ 1,660 จุด และ 1,640 จุด / แนวต้าน 1,695 จุด และ 1,715 จุด ตามลำดับ

Quantamental ลดพอร์ตหุ้น ขายทำกำไรบ้างช่วงหุ้นขึ้น