ภาพรวมผันผวนตามข้อมูลทางเศรษฐกิจ เน้นหุ้นได้ประโยชน์ฝั่งต้นทุน

ภาพรวมผันผวนตามข้อมูลทางเศรษฐกิจ เน้นหุ้นได้ประโยชน์ฝั่งต้นทุน

หุ้นสหรัฐฯ เปราะบางต่อข้อมูลเศรษฐกิจ คืนนี้ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ภาพรวมการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ยังคงกังวลกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ดี (การจ้างงานภาคเอกชน ธ.ค.เพิ่ม 235,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดการณ์ที่ 153,000 ตำแหน่ง และเพิ่มจาก พ.ย.ที่ 127,000 ตำแหน่ง)

ซึ่งแม้จะทำให้ตลาดคาดโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการที่เฟดจะดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยยาวนาน ซึ่งจะกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว ทั้งนี้เรายังมองหุ้นสหรัฐฯที่เริ่มเข้าสู่วัฏจักรของการปรับลดประมาณการกำไร (Earnings downgraded cycle) จะมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ มากกวาหุ้นไทยและอาเซียน ที่ยังมีโอกาสได้รับแรงผลักทางเศรษฐกิจ จากการเร่งเปิดเมืองของจีน อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจกลับมากังวลแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะสั้น หลังซาอุดิอาระเบีย ปรับลดพรัเมี่ยมการขายน้ำมันไปยังยุโรปและเอเซีย และดัชนีค่าระวางเรือ BDI ที่ลดลง 1,723 มายัง 1,146 ในเวลาเพียง 5 วันทำการ

 

หุ้นไทยช่วงสั้นอาจมีย่อสลับ จากแรงขายพลังงานและแรงทำกำไรหุ้นเปิดเมือง เรายังคงมุมมองบวกต่อภาพการลงทุนครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตามระยะสั้น SET Index อาจย่อตัวลง 1,650-1,660 จุด ทั้งจากการขายปรับพอร์ตหุ้นในกลุ่มอิงเศรษฐกิจโลก (พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และส่งออก) รวมถึงอาจมีแรงทำกำไรกลุ่มเปิดเมืองที่ขึ้นมากอย่างท่องเที่ยวและธนาคาร หลังราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกจากการเปิดประเทศที่เร็วกว่าคาดของจีนแล้ว ช่วงสั้นประเมินกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโภคภัณฑ์ลง (โรงไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ และอาหารบางตัว) กลุ่มที่มีปันผลสูง รวมถึงเปิดเมืองที่ยังขึ้นน้อย มีโอกาสเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดรวม
 

ประเด็นลงทุนที่น่าสนใจ 1) ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจและเปิดเมือง BBL, SCB, MINT, SPA, VRANDA, TNR, KISS, CPN, CRC, CPALL, MAKRO, MAJOR 2) หุ้นได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว (พลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์) ได้แก่ PTTGC, IRPC, SCGP, AJ, PTL, SCC, PTTEP, PTT 3) กลุ่มบริโภคและการย้ายฐานการผลิต ได้แก่ WHA, AMATA, ROJNA 4) การขายไฟพลังงานทดแทน 5200MW GULF, GUNKUL, BCPG, SSP, BGRIM, GPSC, EGCO 5) หุ้นที่น่าสนใจอื่นๆ STP, TNR, DMT, TVDH, KLINIQ, FLOYD, SORKON 6) กลุ่มน้ำตาล เข้า high season และปริมาณการผลิตไทยสูงสุดในรอบ 3 ปี ดีกับ KSL, KTIS, KBS, BRR

 

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นไทยแม้อาจมีแรงขายปรับพอร์ตสลับบ้างช่วงต้นปี หุ้นกลุ่มเปิดเมือง (ท่องเที่ยว ค้าปลีก ธนาคาร) มีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดดเด่นในระยะสั้น เน้นตัวที่ยัง Laggard ขณะที่ราคาพลังงานที่ลงและเงินบาทแข็งค่าบวกกับกลุ่มโรงไฟฟ้า  //หุ้นแนะนำ: BJC*, BGRIM, SCGP, WHAUP*

แนวรับ: 1,650-1,660 / แนวต้าน : 1,670 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

 


 

ประเด็นการลงทุน

ดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐหดตัวในเดือนธ.ค. – ปรับตัวลงสู่ระดับ 44.7 ในเดือนธ.ค. จากระดับ 46.2 ในเดือนพ.ย. แต่สูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 44.4

สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาด – ลดลง 19,000 ราย สู่ระดับ 204,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 225,000 ราย

EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด – เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 4.5 ล้านบาร์เรล

เยอรมนีเผยยอดส่งออกลดลงในพ.ย. สวนทางคาดการณ์ - ยอดส่งออกปรับตัวลง 0.3% ในเดือนพ.ย. 2565 สวนทางการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ที่คาดว่าจะขยายตัว 0.2%

ยูเครนปัดข้อเสนอหยุดยิงของรัสเซีย ยันต้องถอนกำลังก่อน – ผู้นำคณะเจรจาสันติภาพของยูเครน ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงของรัสเซีย โดยระบุว่าเป็นการตีสองหน้าของรัสเซีย นายโปโดลยัคระบุว่า รัสเซียจะต้องออกจากดินแดนที่ยึดครองในยูเครน ก่อนที่จะมีการหยุดยิงชั่วคราวใดๆเกิดขึ้น

สภาพัฒน์ แถลงคืบหน้าประเมิน SEA โครงการจะนะ 9 ม.ค. - ความคืบหน้าการดำเนินงาน "โครงการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี" ในวันจันทร์ที่ 9 ม.ค. 66


ประเด็นติดตาม: 6 ม.ค. – EU CPI, Nonfarm Payrolls, US Unemployment Rate, ISM Non-Manufacturing PMI / 12 ม.ค. – US CPI / 13 ม.ค. – EU Industrial Production / 18 ม.ค. – EU CPI, US Retail Sales, US PPI / 19 ม.ค. – US Building Permits / 20 ม.ค. – US Existing Home Sales

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)