TSC ปรับเพิ่มประมาณการปี 66 จากการผลิตรถยนต์ฟื้นตัว

TSC ปรับเพิ่มประมาณการปี 66 จากการผลิตรถยนต์ฟื้นตัว

รายงานกำไร 4Q65 ที่ 68.8 ลบ. เติบโต 16%QoQ และเติบโต 45%YoY ได้รับแรงหนุนจากรายได้อื่น 23 ลบ. และต้นทุนปรับตัวลงหนุนการเติบโต : รายงานกำไร 4Q65 (ก.ค.-ก.ย. 65) ที่ 68.8 ลบ.

โดยได้แรงหนุนจากเงินคืนจากอากรขาเข้า 23 ลบ. หากไม่รวมเงินคืนฯ ดังกล่าวกำไรสูงกว่าที่เราคาดเนื่องจากต้นทุนขายเริ่มปรับตัวลง ขณะที่รายได้ 4Q65 อยู่ที่ 772 ลบ. เติบโต 20%QoQ และเติบโต 26%YoY เนื่องจากยอดการผลิตรถยนต์เดือน ก.ค.-ก.ย. 65 ปรับตัวขึ้น 21%QoQ และเติบโต 97%YoY สู่ 540,327 คัน ขณะที่ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือน ก.ค.-ก.ย. 65 เติบโต 27%QoQ และเติบโต 34%YoY สู่ 493,926 คัน ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์รวมอยู่ที่ 2,838,819 คัน เติบโต14% YoY ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนที่  15.6% สู่ 18.0% (อัตรากำไรขั้นต้น 2565 อยู่ที่ 15.1% ) เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการผลิตของบริษัทลดลง ด้านอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายปรับตัวลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเหลือ 9.2% เมื่อพิจารณาเป็นตัวเงินปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน 20.8 ลบ.สู่  79.4 ลบ. โดยช่วงปลายปีมีค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้นจากเงินโบนัส(ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 4Q64 อยู่ที่ 82.7 ลบ.) ทั้งนี้ บริษัทรายงานกำไร 2565 อยู่ที่ 209 ลบ. หดตัว 12% YoY และสูงกว่าประมาณการเรา 24%

 

 


 

-  ยอดการผลิตรถยนต์เดือน ม.ค.-ก.ย.65 เติบโต 13%YoY เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิพเริ่มคลี่คลาย : ยอดการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมเดือน ม.ค.-ก.ย.65 อยู่ที่ 1,364,037 คัน และ 1,474,782 คันเติบโต 13%YoY และเติบโต 15%YoY ตามลำดับ และยอดผลิตรถยนต์ในเดือน ก.ค.-ก.ย. 65 อยู่ที่ 540,327 คัน เติบโต 21%QoQ และเติบโต 97%YoY เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิพเริ่มคลี่คลาย ขณะที่ยอดผลิตรถจักรยานยนต์เดือน ก.ค.-ก.ย. 65 อยู่ที่ 493,926 คันเติบโต 27%QoQ และเติบโต 34%YoY โดยการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เติบโตมาจากอุปสงค์ในการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและปัญหาขาดแคลนชิพเริ่มคลี่คลาย สอดคล้องกับสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ปรับเพิ่มการผลิตรถยนต์ปี 65 ขึ้นจาก 1.75 ล้านคันสู่ 1.80 ล้านคัน และคาดว่าปี 66 จะมีการผลิตรถยนต์ราว 1.9 ล้านคัน จากปัญหาขาดแคลนชิพเริ่มคลี่คลายและการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น

-  ปรับประมาณการปี 66 ขึ้นจากเดิม 23% หลังยอดการผลิตรถยนต์เริ่มฟื้นตัว : เราปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 66 ขึ้น 5%YoY สู่ 2.83 พันลบ. เนื่องจากสภาอุตสาหกรรมฯ คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์ปี 66 จะกลับมาเติบโต 5%YoY สู่ 1.9 ล้านคัน แต่ปรับลดรายได้จากเงินคืนอากรขาเข้าจาก 38 ลบ. เหลือ 22.5 ลบ. ทั้งนี้ เราปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นจาก 16% สู่ 18% (2565 GPM อยู่ที่ 15.1% และ 4Q65 GPM อยู่ที่ 18.0%) เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่ปรับตัวลง และคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นตามยอดการผลิตรถยนต์ ส่งผลให้เราปรับเพิ่ม
ประมาณการกำไรปี 66 จาก 205 ลบ. สู่ 253 ลบ. เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 23% และเติบโตจากปี 65 ที่ 22% 
 

-  คงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเหมาะสมปี 66 สู่ 14.30 บาท: เราใช้ราคาเหมาะสมปี 66 โดยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Dividend Discounted model (DDM) ซึ่งแสดงวิธีคำนวณตามตารางด้านล่าง ได้ราคาเหมาะสม 14.30 บาทเพื่อขึ้นจากราคาเหมาะสมครั้งก่อนที่ 13.60 บาท เนื่องจากมีการปรับประมาณกำไรขึ้นในปี 66 จาก 0.79 บาทต่อหุ้นเป็น 0.97 บาทต่อหุ้น โดยราคาเหมาะสมที่ประเมินได้ใกล้เคียงราคาปิดล่าสุด แต่ TSC มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 4 ปีย้อนหลังราว 7% เราจึงคงคำแนะนำ “ถือ” โดยคาดหวังอัตราปันผลปี 66 อยู่ที่ 6.3%ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 4 ปีเพราะอัตราเงินเฟ้อที่สูงผิดปกติ 

 

ปัจจัยเสี่ยง

i)    การผลิตรถยนต์ชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 
ii)    พึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ 8 รายคิดเป็นสัดส่วน 82% ของยอดขายรวม
iii)    การเปลี่ยนเทคโนโลยีจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต