background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 November 2022

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 November 2022

ราคาน้ำมันดิบผันผวนในระดับที่ต่ำลง ท่ามกลางความกังวลนโยบาย zero-covid ในจีน ขณะที่ตลาดจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 83 - 93 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 90 - 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Thaioil Weekly Oil Market and Outlook as of 14 November 2022

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (14 – 18 พ.ย. 65) 

       ราคาน้ำมันดิบผันผวนในระดับที่ต่ำลง หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ในประเทศจีนที่ยังคงพบผู้ติดเชื้อใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่อาจเกิดการสูญเสียที่นั่งของพรรคเดโมแดรตในสภาล่าง และส่งผลให้การผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เผชิญความยากลำบากมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม FED มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายลงหลังอัตราเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น ประกอบกับอุปสงค์มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากอินเดียและจีนที่ปรับเพิ่มปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ
 

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้

-  สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีน ยังคงกดดันตลาด หลังจีนประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ และเร่งตรวจหาเชื้อประชากรในเขตเฉาหยาง เขตกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ ขณะที่มาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเมืองกวางโจวและเมืองต่าง ๆ ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการฟื้นตัวของปริมาณความต้องการใช้น้ำมัน

-  การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเผยพรรครีพับลิกัน (Republican) สามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้อีกครั้ง ขณะที่ผลการเลือกตั้งในสภาสูง ผลการเลือกตั้งออกมาค่อนข้างสูสี โดยคาดว่าจะสามารถรู้ผลได้ในช่วงต้นปีหน้า หลังรัฐจอร์เจีย (Georgia) ซึ่งเป็นรัฐสมรภูมิเลือกตั้ง (Swing state) ไม่มีผู้สมัครจากพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องจัดการเลือกตั้งรอบตัดเชือก (Run-off election) การที่พรรครีพับลิกันกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้ ส่งผลให้การผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารเผชิญความยากลำบากมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

-  ตัวเลขการจ้างานภาคนอกการเกษตร (Non-farm payrolls) ปรับเพิ่มขึ้น 261,000 ตำแหน่งในเดือน ต.ค. มากกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มองว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75 % สู่ระดับ 4.50 – 4.75 % ในการประชุมคณะกรรมการกลางนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 13 – 14 ธ.ค. 65 นี้
 

-  ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือน ต.ค. 65 ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 7.7 % Y-o-Y ต่ำกว่าคาดที่ระดับ  7.9 % เช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 0.3 % M-o-M ต่ำกว่าคาดที่ระดับ 0.5 % ส่งผลให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจจะมีแนวโน้มชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5 % สู่ระดับ 4.25 – 4.50 % ในการประชุมคณะกรรมการกลางนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนหน้า จากล่าสุดที่ปรับเพิ่มขึ้น 0.75% เมื่อ 1-2 พ.ย. ที่ผ่านมา

-  ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของคาซัคสถานของเดือน ต.ค. 65 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 % จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งขุดเจาะน้ำมัน Kashagan ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ระดับ 0.32 ล้านบาร์เรล เริ่มกลับมาดำเนินการบางส่วนหลังเกิดเหตุก๊าซรั่วไหลเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา

-  หน่วยงานศุลกากรของจีน รายงานปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ในเดือน ต.ค. 65 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.7% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 10.16 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 65 ขณะที่ Kpler คาดการณ์อินเดียจะนำเข้าน้ำมันดิบในเดือน พ.ย. 65 เพิ่มขึ้น 76,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 4.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 4 เดือน

-  ตลาดคาดว่าอุปทานน้ำมันดิบจากอิหร่านจะยังไม่กลับเข้าสู่ตลาดในเร็วๆนี้ หลังพรรคของฝ่ายขวาของนายเนทันยาฮู ที่เคยต่อต้านการเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน ได้รับชัยชนะและกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลอีกครั้ง ส่งผลให้ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านครั้งใหม่เผชิญกับความไม่แน่นอนในประเด็นใหม่ หลังกลุ่มประเทศ E3 อันประกอบด้วยเยอรมนี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ออกมาแสดงความกังวลต่อการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงปลายเดือน ก.ย. 

-  เศรษฐกิจน่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือน ต.ค. 65 และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอังกฤษ เดือน ต.ค. 65 โดยตลาดคาดการณ์มีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 10.0% จากเดือนหน้าที่ระดับ 10.1%

 

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 พ.ย. - 11 พ.ย. 65)  

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 91.79 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.96 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับลดลง 97.92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 95.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 90.89 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังรายงานสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 พ.ย. 65 ปรับเพิ่มขึ้น 3.9 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล ขณะที่ตลาดยังคงกังวลต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด - 19 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงกังวลอุปทานตึงตัวหลังเข้าใกล้เส้นตายการห้ามนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 5 ธ.ค. 65