background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

XO 2H65 ชะลอตัว แต่ปี 66 กลับมาเติบโต (16 ก.ย. 2565)

XO 2H65 ชะลอตัว แต่ปี 66 กลับมาเติบโต (16 ก.ย. 2565)

รายงานกำไรปี 2Q65 ทรงตัว QoQ แต่หดตัว 39%YoY จากรายได้ชะลอตัวและวัตถุดิบปรับขึ้นราคา : บริษัทมีรายได้ 2Q65 ที่ 390.6 ลบ. เติบโต 13%QoQ แต่หดตัว 14%YoY โดยรายได้หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากยุโรปเริ่มคลายล็อกดาวน์ทำให้ประชาชนประกอบอาหารที่บ้านลดลง

ขณะที่ %GPM อ่อนตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 46.5% สู่ 41.8% เนื่องจากรายได้ลดลงทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง นอกจากนี้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้นกดดัน %GPM ด้านสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายปรับตัวขึ้นจาก 11.4% สู่ 15.1% ของยอดขายเนื่องจากรายได้ปรับตัวลงขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และมีค่าใช้จ่ายการตลาดในงานแสดงสินค้าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทรายงานกำไร 6M65 ที่ 190 ลบ. หดตัว 27%YoY และคิดเป็น 55% ของประมาณการปี 65 

-  คาดผลประกอบการ 2H65 ชะลอตัวจาก 1H65 : ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ 2H65 จะอ่อนตัวลง YoY เนื่องจากคู่แข่งหลักจะกลับมาดำเนินการผลิตในเดือน ก.ย. 65 และประชาชนในยุโรปได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค ขณะที่ %GPM มีโอกาสอ่อนตัวลงจาก 1H65 เนื่องจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป้า %GPM สูงกว่า 40% (%GPM 1H65 อยู่ที่ 42.7%) เนื่องจากเตรียมปรับเพิ่มราคาขายขึ้น 3-5% เพื่อลดผลกระทบต้นทุนขายที่ปรับตัวขึ้น
 

 

 

- ปรับลดประมาณการกำไรปี 65 จาก 359 ลบ.เหลือ 347 ลบ.ลดลง 3% จากประมาณการเดิม : ฝ่ายวิจัยปรับลดคาดการณ์รายได้ปี 65 ลงจาก  1.59 พันลบ. เหลือ 1.42 พันลบ. ลดลง 11% จากประมาณการเดิม และหดตัว 7% จากปี 64 เนื่องจาก 1) ปัญหาการขนส่งทางเรือที่ล่าช้า 2) ประชาชนในยุโรปได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง และ 3) คู่แข่งกลับมาดำเนินการผลิตในเดือน ก.ย.65 โดยเราปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นลงจาก 42.5% เหลือ 41% เนื่องจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น (บริษัทได้ล็อกราคาน้ำตาล พริก และกระเทียมไปจนถึงปลายปี 65) เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 65 ลงเหลือ 347 ลบ. หดตัว 25% จากปี 64 ทั้งนี้เราคาดว่ารายได้และกำไรปี 66 อยู่ที่ 1.56 พันลบ. และ 368 ลบ. เติบโต 10%YoY และ 3%YoY ตามลำดับ เนื่องจากเราคาดว่าอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและธนาคารกลางประเทศต่างๆ ทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้ยอดขายมีโอกาสกลับมาเติบโต

-  ปรับลดคำแนะนำลงเหลือ “ถือ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเหมาะสมสู่ 15.60 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective PE ที่ระดับ PE ราว 19 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย PE Ratio ย้อนหลัง 3 ปี และคาดกำไรต่อหุ้นปี 65 ที่ 0.82 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมที่ 15.60 บาทเพิ่มขึ้นจากปี 64 ที่ 15.00 บาท ซึ่งมี Upside จากราคาปิดล่าสุดไม่มากจึงปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เหลือ “ถือ”
 

ความเสี่ยง
i)    ราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้น
ii)   ยุโรปเผชิญกับค่าครองชีพแพงจากต้นทุนพลังงานปรับตัวขึ้น
iii)  การแพร่ระบาดโควิด-19 สิ้นสุดลง