หุ้นไทยภาคเช้าร่วงแรง 22.91 จุด หรือ 1.53% มาอยู่ที่ 1,475.08 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นโลก โดยมีแรงขายหนักในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA จากความกังวลข่าววุฒิสภาสหรัฐฯ อาจสั่งระงับการก่อสร้าง Data Center ในต่างประเทศ ด้านบัวหลวงแนะทยอยสะสมหุ้นเมื่อดัชนีลงมาในกรอบ 1,470-1,480 จุด
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 22.91 จุด (1.53%) มาอยู่ที่ 1,475.08 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นโลก
- การปรับตัวลงมีแรงกดดันหลักจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่ร่วงลงอย่างหนัก
- สาเหตุหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อข่าวที่วุฒิสภาสหรัฐฯ อาจมีคำสั่งระงับการก่อสร้าง Data Center ในต่างประเทศ
- บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเมื่อดัชนีปรับตัวลงมาในกรอบ 1,470-1,480 จุด
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 6 พ.ย. 2569 ปรับลง 22.91 จุด หรือ 1.53% อยู่ที่ 1,475.08 จุด มูลค่าการซื้อขาย 13,600.22 ล้านบาท
พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลงแรงในวันก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันสำคัญจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA หลังสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตเริ่มมีคำสั่งระงับการก่อสร้าง Data Center ในต่างประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม มองว่าประเด็นดังกล่าวอาจทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินลงทุน โดยหากการก่อสร้าง Data Center ในต่างประเทศเผชิญข้อจำกัด มีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แล Fund Flow จะเปลี่ยนทิศทางเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP โดยเฉพาะ GPSC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวลดลง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย ส่วนหุ้นกลุ่มบริโภคในประเทศ ค้าปลีก และเครื่องดื่ม เช่น CPALL และ CPN ก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง รวมถึงการเชื่อมโยงกับกำลังซื้อภายในประเทศ
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นเมื่อ ดัชนี SET ปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,470-1,480 จุด โดยเน้นเลือกลงทุนเป็นรายตัวและรายกลุ่ม เนื่องจากแรงกดดันรอบนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อทุกอุตสาหกรรม แต่เป็นการสลับกลุ่มระหว่างธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและธุรกิจที่มีโอกาสได้รับประโยชน์
นอกจากนี้ มองว่าระดับมูลค่าหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดย Forward P/E ปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 13.2 เท่า ถือเป็นระดับที่ค่อนข้างถูก ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ใกล้เคียง 4% จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยรองรับตลาดและเพิ่มความน่าสนใจในการทยอยลงทุนระยะยาว




