วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้น Semiconductor ถูกเทขายทั่วโลก จับตาจีนเพิ่มแข่งขัน-ความเสี่ยงลงทุน AI

หุ้น Semiconductor ทั่วโลกเผชิญแรงขาย แม้ความต้องการชิป AI ยังเติบโต หลัง CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจีนเร่งพัฒนา DRAM รุ่นใหม่ เพิ่มความกังวลต่อการแข่งขันด้านราคาและกำไรของผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลความคุ้มค่าของเงินลงทุนใน AI ที่ต้องใช้เงินมหาศาล

KEY POINTS

  • นักลงทุนกังวลว่าการแข่งขันจากจีนจะรุนแรงขึ้น หลัง CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของจีน ประกาศความคืบหน้าในการพัฒนาชิปรุ่นใหม่ ซึ่งอาจกดดันราคาและกำไรของผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลก
  • ข่าวการเติบโตของ Huawei ที่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดชิป AI ในจีนจาก NVIDIA ได้ ยิ่งตอกย้ำความกังวลว่าจีนกำลังพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมชิปหลายด้านพร้อมกัน
  • เกิดความกังวลต่อความยั่งยืนของการลงทุนใน AI เนื่องจากต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งอาจชะลอลงหากบริษัทเทคโนโลยีไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้น
  • แรงขายลุกลามไปทั่วทั้งกลุ่ม Semiconductor เนื่องจากนักลงทุนเลือกที่จะขายลดความเสี่ยงทั้งพอร์ต และขายทำกำไรหลังจากที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้า

หุ้น Semiconductor ทั่วโลกเผชิญแรงขายหนักทั้งที่ความต้องการ AI ยังเติบโต และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังไม่ได้ส่งสัญญาณลดการลงทุนใน Data Center ซึ่งหนึ่งในต้นเหตุมาจาก ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของจีน ที่ประกาศความคืบหน้าในการพัฒนาชิป DRAM รุ่นใหม่ พร้อมตั้งเป้านำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดภายในสิ้นปี 2026 นี้

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (บลจ.ทิสโก้) เปิดเผยถึง กรณีข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำหนดราคาของบริษัทชิปชั้นนำ อาจถูกท้าทายจากจีนเร็วกว่าที่คาด ทำไมข่าวจากบริษัทจีนเพียงแห่งเดียว จึงทำให้หุ้น Semiconductor ทั่วโลกถูกขายพร้อมกันจากธุรกิจที่กำไรขึ้นลงตามวัฏจักร สู่ยุคทองของ AI

โดยในอดีต ธุรกิจชิปหน่วยความจำหรือ Memory เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง เมื่อความต้องการคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือ Server เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็เร่งขยายโรงงาน แต่เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการ ราคาชิปก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทที่เคยมีกำไรสูงอาจกลับมาขาดทุนได้ แต่การเติบโตของ AI ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเปลี่ยนสถานการณ์ไปอย่างมาก

ระบบ AI ต้องใช้ชิปประมวลผลที่ทรงพลังควบคู่กับหน่วยความจำจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะ HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำความเร็วสูงที่ทำงานร่วมกับชิป AI ของ NVIDIA เมื่อบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเร่งสร้าง Data Center ความต้องการชิปหน่วยความจำจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้ผลิตต้องแบ่งกำลังการผลิตไปทำ HBM มากขึ้น ส่งผลให้ชิปหน่วยความจำประเภทอื่นมีปริมาณตึงตัวตามไปด้วย

ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron จึงได้รับประโยชน์ทั้งจากยอดขายและราคาชิปที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรเติบโตอย่างมาก นักลงทุนเริ่มเชื่อว่า AI จะช่วยให้ธุรกิจ Memory มีความต้องการสูงต่อเนื่อง และผู้ผลิตรายใหญ่จะสามารถรักษาราคาขายและกำไรในระดับสูงได้อีกหลายปี แต่ข่าวจาก CXMT กำลังทำให้ตลาดกลับมาตั้งคำถามกับความคาดหวังดังกล่าว

CXMT กำลังท้าทายผู้ผลิตชิปรายใหญ่แค่ไหน?

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม CXMT เปิดเผยความคืบหน้าของเทคโนโลยีผลิตชิปหน่วยความจำรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลได้มากขึ้นในพื้นที่ชิปเท่าเดิม และมีโอกาสช่วยลดต้นทุนการผลิตในอนาคตอธิบายง่ายๆ คือ หากผู้ผลิตสามารถใส่หน่วยความจำได้มากขึ้นบนชิปขนาดเท่าเดิม ก็มีโอกาสผลิตสินค้าได้คุ้มค่าขึ้น และแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น CXMT ยังมีแผนเปิดตัวชิปหน่วยความจำสำหรับ Server ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตตามการขยายตัวของ AI และ Cloud Computing

ความกังวลของนักลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะ CXMT มีบทบาทในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก TrendForce บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกที่ติดตามอุตสาหกรรม Semiconductor และชิปหน่วยความจำ ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2026 CXMT มีส่วนแบ่งรายได้ตลาด DRAM โลกประมาณ 9.5% เพิ่มขึ้นจาก 7.6% ในไตรมาสก่อนหน้า และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลก รองจาก Samsung, SK Hynix และ Micron แม้ส่วนแบ่งตลาดยังห่างจากผู้นำ แต่การเติบโตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากประเทศที่ต้องนำเข้าชิปจำนวนมาก มาเป็นผู้ผลิตที่เริ่มมีอิทธิพลต่อการแข่งขันในตลาดโลก หาก CXMT สามารถผลิตชิปรุ่นใหม่ได้ในปริมาณมาก มีคุณภาพที่ลูกค้ายอมรับ และขายในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ก็อาจกดดันราคาขายและกำไรของผู้ผลิตรายเดิม

อย่างไรก็ตาม การประกาศเทคโนโลยีใหม่ยังไม่ได้หมายความว่า CXMT สามารถผลิตชิปจำนวนมากด้วยต้นทุนต่ำได้แล้ว บริษัทต้องพิสูจน์ทั้งคุณภาพ ต้นทุนการผลิตจริง และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ชิปสำหรับ Server ที่ CXMT กำลังพัฒนา ยังไม่ใช่ HBM ระดับสูงที่ใช้ร่วมกับ GPU สำหรับ AI โดยตรง ซึ่ง SK Hynix และ Samsung ยังมีความได้เปรียบอยู่มาก

จีนจึงยังไม่สามารถทดแทนชิปขั้นสูงทั้งหมดของผู้นำตลาดได้ แต่เริ่มมีศักยภาพที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด Memory ที่เคยสร้างกำไรสูงให้บริษัทเหล่านี้

ไม่ใช่แค่ CXMT เพราะ Huawei ก็กำลังแย่งตลาด NVIDIA ในจีน

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมีข้อมูลที่ทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของบริษัทชิปจีนมากขึ้น ข้อมูลจาก IDC ที่ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดชิปประมวลผล AI สำหรับ Data Center ในจีนของ NVIDIA ลดลงเหลือ 34% ในครึ่งแรกของปี 2026

NVIDIA ส่งมอบชิป AI ในจีนประมาณ 678,000 ตัว ลดลง 44% จากปีก่อน ขณะที่ Huawei ส่งมอบประมาณ 572,000 ตัว และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 28% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเพียงส่วนแบ่งตามจำนวนชิปที่ส่งมอบในตลาดจีน ไม่ใช่ตลาดโลก และไม่ได้หมายความว่าชิป Huawei มีประสิทธิภาพเทียบเท่า NVIDIA รุ่นสูงสุด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตจีนกำลังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจริง

มาตรการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ ทำให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีบางประเภทได้ยากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เร่งให้บริษัทจีนพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง และทำให้ลูกค้าภายในประเทศหันมาใช้ชิปจีนมากขึ้น เมื่อรวมข่าว Huawei กับ CXMT นักลงทุนจึงเริ่มกังวลว่าจีนกำลังพัฒนาความสามารถในการแข่งขันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งชิปประมวลผล AI และชิปหน่วยความจำ ซึ่งอาจกระทบส่วนแบ่งตลาดและกำไรของผู้ผลิตชั้นนำในอนาคต

ทำไมหุ้น TSMC และบริษัทชิปอื่นๆ ถึงถูกขายตาม?

แม้ข่าว CXMT จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ Memory แต่แรงขายกลับลุกลามไปถึงบริษัทที่ไม่ได้ผลิตชิปหน่วยความจำประเภทเดียวกัน

สาเหตุหนึ่งมาจากในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกเข้าลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวนมาก ทั้ง NVIDIA, TSMC ผู้ผลิต Memory และบริษัทเครื่องจักรผลิตชิป เมื่อเกิดข่าวที่อาจกระทบแนวโน้มกำไรของอุตสาหกรรม นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกขายหุ้นลดความเสี่ยงทั้งกลุ่ม แทนที่จะรอประเมินผลกระทบของแต่ละบริษัท

ตัวอย่างเช่น TSMC มีธุรกิจหลักเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปขั้นสูงให้ NVIDIA, Apple และ AMD ไม่ได้แข่งขันกับ CXMT โดยตรง เช่นเดียวกับ ASML ซึ่งผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor การที่หุ้นเหล่านี้ปรับตัวลงพร้อมกัน จึงไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะได้รับผลกระทบต่อกำไรเท่ากัน นอกจากนี้ หุ้น Semiconductor ยังปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor หรือ SOX เพิ่มขึ้นมากกว่า 70% ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนบางส่วนจึงใช้จังหวะที่มีข่าวลบขายทำกำไรและลดความเสี่ยงในพอร์ต

อีกความกังวลคือ เงินลงทุนใน AI จะเติบโตต่อไปได้อีกนานแค่ไหน?

นอกจากการแข่งขันจากจีน ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความเห็นของ Hock Tan ซีอีโอ Broadcom ซึ่งกล่าวระหว่างการประชุมที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า ข้อจำกัดสำคัญของการเติบโตในอุตสาหกรรม AI ระยะต่อไปอาจไม่ใช่การขาดแคลนชิปหรือหน่วยความจำอีกแล้ว แต่เป็นเงินทุนที่ต้องใช้ในการลงทุน

นอกจากนี้ เขายังวิจารณ์ว่านักลงทุนบางส่วนกำลังทุ่มเงินเข้าสู่อุตสาหกรรม AI โดยไม่ได้เข้าใจธุรกิจอย่างเพียงพอ และตั้งความคาดหวังสูงจนมีลักษณะคล้ายกับการเข้าไปเล่นพนันในคาสิโน

อย่างไรก็ตาม Hock Tan ไม่ได้มองว่าความต้องการ AI กำลังหายไป แต่กำลังเตือนว่าการเติบโตของเทคโนโลยีกับความคุ้มค่าของเงินลงทุนเป็นคนละเรื่องกัน

ปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องใช้เงินมหาศาลในการสร้าง Data Center ซื้อชิปประมวลผล และพัฒนาระบบ AI ขณะที่ Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินแพงขึ้น บริษัทเหล่านี้จึงต้องพิสูจน์ว่าการลงทุนจำนวนมากสามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนได้คุ้มค่าจริง หากรายได้จาก AI เติบโตไม่ทันเงินลงทุน ก็อาจทำให้บางบริษัทชะลอการสร้าง Data Center หรือการสั่งซื้อชิปในอนาคต ตลาดจึงกังวลทั้งการแข่งขันจากจีนที่อาจกดดันราคาขายชิป และความสามารถของลูกค้าในการลงทุน AI ต่อเนื่องด้วยเงินจำนวนมหาศาลเมื่อความเสี่ยงทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมามากแล้ว แรงขายจึงรุนแรงขึ้น แม้ผลประกอบการปัจจุบันของหลายบริษัทยังแข็งแกร่งก็ตาม

AI ยังเติบโตได้ และโอกาสของอุตสาหกรรมชิปก็ยังมีอีกมาก

หลังจากนี้ต้องติดตามว่า CXMT สามารถผลิตชิปรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดได้จริงมากน้อยเพียงใด และจะมีผลต่อราคาชิปหน่วยความจำทั่วโลกหรือไม่ หากจีนยังผลิตได้จำกัด หรือยังต้องใช้เวลาทดสอบสินค้ากับลูกค้ารายใหญ่ ผลกระทบต่อกำไรของ Samsung, SK Hynix และ Micron ในระยะสั้นก็อาจไม่มากนัก แต่หากจีนสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้รวดเร็วและขายสินค้าในราคาที่แข่งขันได้จริง ผู้ผลิตรายเดิมอาจต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคามากขึ้น แม้ความต้องการ AI จะยังเติบโตต่อเนื่อง

ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วการแข่งขันจากจีนเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผู้ผลิตชิปรายใหญ่กำลังสูญเสียความได้เปรียบ เพราะ CXMT ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการผลิตเชิงพาณิชย์ ขณะที่เทคโนโลยี HBM ระดับสูงยังเป็นตลาดที่ผู้นำเดิมมีความได้เปรียบมาก 

ที่สำคัญ ตลาดชิปไม่ได้มีขนาดคงที่ให้ผู้ผลิตแย่งส่วนแบ่งกันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเติบโตตามการลงทุนใน AI และ Data Center ทั่วโลก การที่จีนผลิตชิปได้มากขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตรายเดิมจะต้องขายได้น้อยลงเสมอไป ตราบใดที่ความต้องการยังขยายตัวและผู้นำตลาดยังรักษาความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีได้ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเติบโตที่ลดลงของทั้งอุตสาหกรรม