เวทีการประชุมระดับโลก IMF-World Bank 2026 สะท้อนถึง “ความกังวล” จาก “บอนด์ยีลด์โลก” ที่สูงขึ้น “ดร.ประสาร” อดีตผู้ว่า ธปท.รับห่วงหนี้พุ่ง อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น “ดร.ศุภวุฒิ” ห่วงต้นทุนกู้ยืมพุ่ง “เอไอ” แย่งเงินทุนดันเงินทุนไหลออกแรง กดเงินบาทอ่อนค่า
KEY POINTS
- IMFออกโรงเตือนว่าการพุ่งขึ้นของBond Yield เป็นความเสี่ยงเร่งด่วนและสำคัญที่สุดต่อเสถียรภาพการเงินโลกในปัจจุบัน
- ดร.ประสาร แนะว่าไทยไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงนี้
- ชี้ว่าตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณเตือนเรื่องภาระหนี้ของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือและต้นทุนการกู้ยืมของประเทศได้
- หวั่นบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นซ้ำเติมภาคธุรกิจโดยตรงผ่านต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น
- แนะบริษัทต่างๆต้องปรับกลยุทธ์การระดมทุน ลดการพึ่งพาการออกหุ้นกู้และหันไปหาแหล่งเงินทุนอื่น
- 'ศุภวุฒิ' ชี้ AI ที่กำลังเติบโต เป็นอีกปัจจัยผลักดันให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล” (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น กลายเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นพูดถึงในเวทีการประชุมระดับโลกประจำปีของ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) และ “ธนาคารโลก” (World Bank) ปี 2569 ท่ามกลางความกังวลต่อหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้อ และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ก่อนหน้านี้ IMF ออกโรงเตือนเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2569 ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ว่า นักลงทุนไม่ควรชะล่าใจต่อความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก แม้ตลาดยังแข็งแกร่งเพราะความเสี่ยงจากแรงเทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และการโจมตีทางไซเบอร์อาจกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อตลาดการเงิน
IMF ระบุในรายงานเสถียรภาพการเงินโลกว่า การลงทุนด้าน AI ที่ผ่านมาได้ช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนด้านนโยบายโดยรวม โดยเริ่มมีหลักฐานมากขึ้นว่าการพัฒนาขีดความสามารถของ AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากเท่าที่คาด หรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก AI อาจไม่ได้สูงอย่างที่ประเมินไว้
นายอาธานาซิออส วัมวาคิดิส รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุนของ IMF ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญสุดต่อภาพรวมความเสี่ยง
นับตั้งแต่ IMF เผยแพร่รายงานประเมินครั้งก่อนเมื่อเดือน เม.ย.และมองเป็นไปได้ที่ตลาด AI อาจปรับฐานครั้งใหญ่ และส่งผลกระทบลุกลามไปยังตลาดในวงกว้าง
ทั้งนี้ IMF มองว่าความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นภัยคุกคามที่มีความเร่งด่วนและน่ากังวลมากกว่า
- เตือนจับตาประเด็นบอนด์ยีลพุ่ง
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่เวทีประชุมระดับโลก IMF-World Bank 2026 ยกประเด็นความเสี่ยงการคลังและบอนด์ยีลด์มาหารือสะท้อนว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องตระหนัก
โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้สูงและต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อบริหารเศรษฐกิจ
ทั้งนี้สาระสำคัญจากสถานการณ์บอนด์ยิลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจึงอยู่ที่การรับฟังสัญญาณเตือนจากตลาดการเงิน ก่อนที่ปัญหาภาระหนี้จะสะสมจนกลายเป็นข้อจำกัดต่อการบริหารประเทศ
โดยกรณีของสหรัฐฯแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลมากขึ้น และเป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม
สำหรับประเด็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่สูงขึ้นหลายประเทศว่า เป็นประเด็นต้องจับตาเพราะสะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังที่ตลาดการเงินกำลังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะภาระหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งการกู้ยืมและการขาดดุลการคลังต่อเนื่องอาจทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถการชำระหนี้แต่ละรัฐบาล
แม้สถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นแบบวิกฤติฉับพลันเหมือนเหตุการณ์อดีต แต่การที่ตลาดส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญ เพราะสะท้อนความกังวลที่เกิดขึ้นจากกลไกตลาดโดยตรง
ทั้งนี้สหรัฐเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ โดยตลาดการเงินส่งสัญญาณเตือนว่าหากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังต่อเนื่องอาจเกิดปัญหาด้านความสามารถในการรองรับภาระหนี้ระยะยาว
“ความน่าห่วงไม่อยู่ที่บอนด์ยิลด์สูงขึ้น แต่เป็นสิ่งที่ตลาดสะท้อนภาระหนี้รัฐบาลเพิ่มจนเป็นข้อจำกัดการบริหารการคลัง หากรายได้ไม่เติบโตพอที่จะรองรับรายจ่ายและภาระหนี้ เมื่อสถานการณ์ถึงจุดที่รายได้ไม่พอต่อการชำระหนี้ รัฐบาลต้องลดภาระหนี้ ผ่านการเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษี หรือการลดรายจ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารประเทศที่มีภาระหนี้สูง”
- เตือนไทยอย่ามองข้ามความเสี่ยงจากตลาดการเงิน
ดร.ประสาร กล่าวว่า สถานการณ์ของสหรัฐเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทย โดยเฉพาะช่วงที่ไทยต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อภาระหนี้เพิ่มขึ้น ตลาดการเงินย่อมให้ความสำคัญกับความสามารถการหารายได้ของรัฐบาลเพื่อรองรับภาระดังกล่าว
หากประเทศไทยมีหนี้เพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญที่จะตามมาคือรายได้จากการจัดเก็บภาษีในแต่ละปีเพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นที่ครบกำหนดหรือไม่ ประเด็นนี้จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการตัดสินใจด้านการคลัง ไม่ใช่มองเพียงความจำเป็นในการกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในระยะสั้น
อีกประเด็นที่ต้องระวังคืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากความเชื่อมั่นของตลาดลดลงจนส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือปรับตัวแย่ลง ต้นทุนดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายในการกู้ยืมก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย
- “ศุภวุฒิ”เตือนบอนด์ยิลด์โลกพุ่ง-AI แย่งเงินทุน
“ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึงความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือบอนด์ยิลด์พุ่งถือว่าเป็นความน่าห่วงสำหรับรัฐบาลและภาคเอกชนกำลังต้องการเงินทุนจำนวนมากในเวลาเดียวกันหากอุปทานพันธบัตรเพิ่มขึ้น
โดยหากดูบอนด์ยิลด์ไทยของไทยพบว่าปรับเพิ่มขึ้นราว100 Bspหรือ1%มาอยู่ที่2.3-2.4% ขณะที่สหรัฐฯซึ่งเคยมีผลตอบแทนพันธบัตรต่ำประมาณ0.5%ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปัจจุบันปรับขึ้นไปสูงกว่า 5% ส่วนฝรั่งเศสมีบอนด์ยิลด์ขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 5% เช่นกัน
ความแตกต่างส่วนหนึ่งมาจากระดับหนี้สาธารณะ โดยประเทศเศรษฐกิจหลักบางแห่งมีหนี้สาธารณะสูงกว่า100%ของGDP ขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 68%ของGDPส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลไทยอยู่ที่ประมาณ 1.2% ของ GDPต่ำกว่าสหรัฐฯซึ่งมีภาระดอกเบี้ยประมาณ 2% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม มองว่าระดับอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ต่ำกว่าสหรัฐ อย่างมากเป็นความแตกต่างที่ผิดปกติ จึงยังมีความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยิลด์ไทยจะค่อย ๆ ปรับสูงขึ้นตามทิศทางตลาดโลก
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ บอนด์ยิลด์ระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยกลไกตลาด ความคาดหวังเงินเฟ้อ และความต้องการซื้อขายพันธบัตร
นอกจากนี้อีกปัจจัยคือการขาดดุลงบประมาณ หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายจ่ายและต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อระดมทุน อุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้องเสนอผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน ดังนั้น วินัยทางการคลังจึงมีความสำคัญต่อการจำกัดแรงกดดันด้านบอนด์ยิลด์
- AI แห่ระดมทุน เสี่ยงแย่งเงินรัฐบาลทั่วโลก
นอกจากนี้ยังพบว่าความต้องการระดมทุนของธุรกิจ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้ หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ใช้กระแสเงินสดภายในกิจการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก
แต่ต่อจากนี้ ธุรกิจ AI มีแนวโน้มต้องระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้เพิ่มขึ้นของธุรกิจกลุ่มนี้มีมูลค่าประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่อ้างถึงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีถัดไป
ความเสี่ยงอยู่ที่ความต้องการเงินทุนของธุรกิจ AI เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐบาลหลายประเทศที่ยังขาดดุลงบประมาณและต้องออกพันธบัตรเพื่อหาเงินมาชดเชยการขาดดุล
ทั้งสองฝ่ายจึงต้องแข่งขันกันระดมทุนจากตลาดเดียวกัน เมื่อความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนการกู้ยืมอาจสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้ระดมทุนต้องแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินจากนักลงทุน ส่งผลให้แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจ AI แต่ยังอาจกระทบต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคธุรกิจอื่นด้วย
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทต่างๆจะต้องแบกรับภาระหนี้จากการลงทุนจำนวนมาก หากยังต้องกู้เงินเพิ่มในช่วงที่ต้นทุนทางการเงินสูง ก็อาจทำให้บางบริษัทเผชิญปัญหาการชำระหนี้จนถึงขั้นล้มละลาย และสร้างผลกระทบต่อเนื่องวงกว้าง
- “ดร.รักษ์”ชี้บอนด์ยิลด์สูงกดต้นทุนการเงิน BAM
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่ากระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการระดมทุน
โดยเฉพาะการออกตราสารหนี้ที่เคยเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ เนื่องจากเมื่อราคาหรือต้นทุนของเงินสูงขึ้น ธุรกิจต้องลดการพึ่งพาแหล่งเงินทุนดังกล่าว และหันไปสร้างทางเลือกอื่นเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
หากย้อนกลับมาดู BAM ในอดีตพึ่งพาการออกบอนด์เป็นเครื่องมือระดมทุน เนื่องจากมีความสะดวกและสามารถกำหนดระยะเวลาชำระคืนได้ยาวนาน ตั้งแต่ 7 ปี 9 ปี ไปจนถึง 11 ปี ประกอบกับบริษัทมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ช่วยให้การออกตราสารหนี้ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน ทำให้การระดมทุนผ่านช่องทางนี้เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การบริหารเงินของบริษัทมาโดยตลอด
- ลดพึ่งพาบอนด์ เพิ่มวงเงินระยะสั้น-กลาง
ดร.รักษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา BAM เริ่มดำเนินการลดการออกบอนด์ลง แต่ยังคงเข้าร่วมตลาดในบางช่วง เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินและสามารถเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้ ขณะเดียวกัน บริษัทต้องเร่งหาเครื่องมือทางการเงินอื่นเข้ามาทดแทน เพื่อไม่ให้การระดมทุนขึ้นอยู่กับช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป
รวมถึงลดการพึ่งพาเงินกู้ลงราว 30% จากอดีตเคยสูงถึง 85,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงมาอยู่เพียง 65,000ล้านบาทเท่านั้น เพื่อลดพึ่งพาเงินกู้และผลกระทบที่จะมาจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งบริษัทเน้นหันบริหารกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป
- “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้บอนด์ยีลด์สหรัฐ-ไทยแกว่งในกรอบ
นางสาวศิรินาถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า วันที่ 15 ต.ค.2569 Bond Yield อายุ 10 ปี ย่อตัวมาอยู่ที่ 5.09% - 5.19% หรือย่อตัวลงมา 0.09% จากวันก่อนหน้า ขณะที่ Bond Yield 10 ปีของไทยย่อตัวกลับลงมาสอดคล้องกันอยู่ที่ 2.41% เป็นระดับเดียวกับช่วงสิ้นไตรมาส 3 นี้
ดังนั้น มองการแกว่งตัวของบอนด์ยีลด์ช่วงนี้ยังไม่กระทบต้นทุนการเงินภาคเอกชน อย่างมีนัยสำคัญ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ขณะเดียวกันในส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ของภาคเอกชนยังปรับตัวแคบลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี เช่น หุ้นกู้เกรด AAA อายุ 5 ปี มีส่วนต่างบวกเพิ่มจากพันธบัตรรัฐบาลเพียง 0.26% จึงช่วยดูดซับแรงกระแทก ทำให้ต้นทุนการระดมทุนรวมของภาคเอกชนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากอย่างที่กังวล
นอกจากนี้ เอกชนไม่ได้คำนึงต้นทุนออกหุ้นกู้เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงจังหวะเวลาและสภาพตลาดที่เหมาะสมด้วย เราได้ประเมินจังหวะเวลาที่เหมาะสม
สำหรับภาคเอกชนในช่วงที่เหลือปีนี้ ก็ต่อเมื่อ Bond Yield สหรัฐและไทย สัญญาณ “เริ่มนิ่ง” หรือทรงตัว ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงหรือต่ำ การออกหุ้นกู้ในช่วงที่ตลาดนิ่งจะทำได้ง่ายและเป็นจังหวะที่ดีกว่า เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้





