“วิทัย” ผู้ว่าการ ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยวันนี้มีพื้นฐานแข็งแกร่งกว่าช่วงประชุมปี 1991 มอง AI เป็นโอกาสสำคัญดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน ท่ามกลางสัญญาณส่งออกปีนี้อาจขยายตัว 17-18% และการลงทุนเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี ย้ำไทยต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจ
KEY POINTS
- "วิทัย" ชี้เศรษฐกิจและการเงินไทยมีเสถียรภาพแข็งแกร่งกว่าปี 2534 (1991) มาก
- จากการปฏิรูปโครงสร้าง เช่น การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และการมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง
- ชี้เทคโนโลยี AI เป็นโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเพิ่มผลิตภาพเพื่อรับมือกับปัญหาแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัย
- แม้จะมีเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับต่ำ เนื่องจากเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรงหลายด้าน
- ย้ำจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังโดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตที่ระดับ 3-4% ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอต่อการยกระดับรายได้
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า หากเปรียบเทียบสถานะเศรษฐกิจและระบบการเงินของไทยในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ครั้งที่ 46 ในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ปี 1991 กับปี2026 ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
โดยความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี 1991 ว่า ปัจจุบันไทยมีความแข็งแกร่งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างระบบการเงินหลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540
การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ได้แก่ การปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนมาเป็นแบบยืดหยุ่น (Flexible Exchange Rate) จากเดิมที่ผูกค่าเงินไว้กับสกุลเงินหลักไม่กี่สกุล การนำกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) มาใช้ในการดำเนินนโยบายการเงิน ตลอดจนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินและการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 2.8 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงจากแรงกระทบในระยะสั้น
นอกจากนี้ ระบบสถาบันการเงินในปัจจุบันยังมีความเข้มแข็งกว่าในช่วงวิกฤติปี 2540 ซึ่งเคยเกิดปัญหาสถาบันการเงินล้มและส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงิน
“ถ้าบอกว่าเปรียบเทียบ ณ ตอนนี้กับปี 1991 เราแข็งแรงในเรื่องของเสถียรภาพเศรษฐกิจ”
อย่างไรก็ตาม การมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหา เพราะประเทศยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
- เศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% ส่งออกขยายตัว 17-18%
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังคงประเมินว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 2.3% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 2.2-2.3% แม้มีความเสี่ยงเข้ามากระทบเป็นระยะ เช่น สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากภาคการส่งออกและการลงทุน โดยคาดว่าการส่งออกจะเติบโตประมาณ 17-18% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวประมาณ 13% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อีกปัจจัยที่ให้ความสำคัญคือการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปี โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากวัฏจักรดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาดำเนินโครงการ โดยประเมินว่าอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีจึงจะแล้วเสร็จและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น
“การลงทุนอาจจะใช้เวลา 2 ปี 3 ปี เดินลงทุนเสร็จ มันก็จะช่วยทำให้การส่งออกดีขึ้น การบริโภคดีขึ้น”
- AI เปิดโอกาสลงทุนใหม่ มากกว่าแค่ Data Center
วิทัยมองว่า โอกาสจาก AI ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center เพราะยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสามารถต่อยอดจากกระแสการลงทุนดังกล่าวได้
แม้ Data Center จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการลงทุนด้าน AI แต่การพิจารณาโอกาสของไทยต้องคำนึงถึงระดับการลงทุนที่เหมาะสมและความสามารถในการแข่งขันด้วย
โดยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น แผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และกลุ่ม Smart Electronics ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ไทยควรพิจารณาโอกาสในการลงทุน
ดังนั้นเวลาพูดถึง AI เราก็พูดถึง Data Center อย่างเดียวไม่ได้ต้องการให้มองโอกาสจากเทคโนโลยีนี้ในภาพกว้าง ทั้งการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การส่งออก และการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ
ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เห็นคลื่นการลงทุนขนาดใหญ่มาหลายสิบปี การเปลี่ยนแปลงจาก AI จึงเป็นโอกาสที่ควรให้ความสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่การลงทุนใหม่และช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตของประเทศ
ทั้งนี้ การได้รับประโยชน์จากกระแส AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาว่าประเทศไทยจะสามารถเชื่อมโยงการลงทุนกับอุตสาหกรรมอื่น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากน้อยเพียงใด
- ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ รับมือแรงงานลดลง
นอกจากโอกาสด้านการลงทุนแล้วยังมองว่า AI สามารถมีบทบาทต่อการรับมือกับสังคมสูงวัย ซึ่งทำให้กำลังแรงงานของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง
เมื่อจำนวนแรงงานลดลง การเพิ่มผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเทคโนโลยีอาจช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยทดแทนแรงงานบางส่วนที่หายไปได้
หากประเทศไทยสามารถเพิ่มศักยภาพของคนควบคู่กับการนำ AI มาใช้ ก็จะช่วยรองรับข้อจำกัดด้านแรงงานและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้
“ถ้าเราสามารถเพิ่มศักยภาพของคนได้ดี เราก็สามารถมาทดแทนแรงงานที่หายไป แล้วเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น”
- ชี้ GDP โต 2% ไม่เพียงพอ เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยมีโอกาสจากการลงทุนด้าน AI แต่วิทัยย้ำว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต
ปัญหาที่กล่าวถึงครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ ผลิตภาพที่ลดลง ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่ถดถอย การเข้าสู่สังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ระบบการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐบาล
"GDP เต็มศักยภาพ (Potential GDP) ของไทยลดลงเหลือประมาณ 2.7% สะท้อนข้อจำกัดด้านศักยภาพการเติบโตของประเทศ ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 2% ต่อปีก็ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มรายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจ"
เมื่อรายได้เติบโตช้า ประชาชนย่อมเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับรายจ่าย ขณะที่ผู้ประกอบการ SME ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ปัญหาเหล่านี้ยังอาจย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดังนั้น มองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ในระดับ 3-4% โดยการแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง
- ธปท.เร่งแก้ปัญหาการเงิน 4 ด้าน
ในส่วนของ ธปท. นอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพตามปกติแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน 4 เรื่อง ได้แก่
1. แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อจัดการกับภาระหนี้ที่เป็นข้อจำกัดต่อประชาชน
2. เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของ SME เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
3. ส่งเสริมบริการทางการเงินที่เป็นธรรม ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ย ต้นทุน และค่าธรรมเนียม
4. ดูแลเรื่องเงินทุนผ่านสถาบันการเงิน เพื่อให้การดำเนินงานด้านการเงินเป็นไปอย่างเหมาะสม
ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขให้จบได้ด้วยมาตรการเดียว หรือการออกโครงการเพียงครั้งเดียว แต่ต้องทยอยดำเนินมาตรการและสะสมผลของการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
หากไม่ลงมือแก้ไข ปัญหาเหล่านี้จะขยายตัวและยิ่งกดดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงต่อไป





