วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

’ขัตติยา‘ ชูเวที IMF-World Bank ปักหมุดโอกาสไทย ดึงลงทุนโลก เร่งธุรกิจปรับตัวรับ AI

“ขัตติยา” ธนาคารกสิกรไทย ชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยโตช้าจาก 7-8% เหลือราว 2% พร้อมเผชิญความเหลื่อมล้ำและการฟื้นตัวแบบ K-Shaped แนะใช้เวที IMF-World Bank Annual Meetings เปิดโอกาสประเทศไทยดึงดูดการลงทุน เร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน รับมือ AI และปฏิรูปธุรกิจ

KEY POINTS

 

  • 'ขัตติยา' กสิกรไทย ชี้การประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้แสดงศักยภาพ
  • สร้างความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก
  • ย้ำการดึงดูดการลงทุนได้ ไทยต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านการแข่งขัน เร่งเสริมจุดแข็งที่มีอยู่
  • ชี้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวโดยมองว่า AI เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางธุรกิจ
  • มองความอยู่รอดของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเท่านั้น แต่ต้องมีความสามารถในการปรับตัว มีแผนชัดเจน และนำเทคโนโลยีมาใช้

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีหารือทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของไทยต่อสายตานานาชาติ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก แต่คือการใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่น เปิดประตูสู่ความร่วมมือและการลงทุน ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่าการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพ เชื่อมโยงความร่วมมือระดับโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

  • 30 ปีประเทศไทยเติบโตขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังเป็นโจทย์ใหญ่

เมื่อมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบพัฒนาการของประเทศไทยระหว่างปี 1990 กับข้อมูลในปี 2023 จะเห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในหลายมิติ ทั้งการลดความยากจน การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการจ้างงานในภาคเกษตร รายได้ต่อหัว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อายุขัยของประชากร และการเพิ่มขึ้นของงานที่มีคุณภาพสูง

รายได้ต่อหัวของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 เท่า ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และงานที่มีคุณภาพสูงก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก


ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีพัฒนาการและเติบโตขึ้นจากอดีตอย่างชัดเจน

  • IMF-World Bank โอกาสสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมโยงความร่วมมือ

ซึ่งมองว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้ประชาคมโลกเห็นศักยภาพและความพร้อมของประเทศ

ขัตติยามองว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเรียนรู้และทำงานร่วมกับพันธมิตรจากต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคอาเซียน

ความสำคัญของการประชุมจึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดงานระดับนานาชาติให้สำเร็จ แต่ยังอยู่ที่การใช้เวทีดังกล่าวเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทย และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน

  • ใช้เวทีโลกทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว

การหารือด้านนโยบายในเวที IMF-World Bank ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงิน หรือ Economic & Financial Trends ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนธุรกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การทำความเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจยิ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

ประเทศไทยจึงควรใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมเพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ

การประชุม IMF-World Bank เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะช่วยให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพ เรียนรู้จากต่างประเทศ และเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับโลก ขณะที่การเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน

สำหรับภาคการเงิน ประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ Green Finance และ Transition Finance ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวและการเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน

โจทย์สำคัญคือการทำให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถพัฒนาไปสู่ Bankable Projects หรือโครงการที่มีความพร้อมและสามารถจัดหาเงินทุนได้จริง

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีระหว่างประเทศจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับ Framework หรือกรอบการดำเนินงาน ตลอดจน Metrics หรือตัวชี้วัดที่สามารถนำมาปรับใช้ได้

สำหรับธนาคารกสิกรไทยและประเทศไทย การมีกรอบการประเมินที่ชัดเจนขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวและ Transition Finance ในขนาดที่ใหญ่ขึ้น

การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการพัฒนาโครงการให้มีความพร้อมสำหรับการลงทุนและการสนับสนุนทางการเงินด้วย

อย่างไรก็ตาม หากย้อนมาถึงปัญหาของประเทศไทย มองว่าไม่ควรมองเพียงตัวเลขในภาพรวม เพราะยังมีอีกด้านที่ต้องให้ความสำคัญ นั่นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ซึ่งอาจขยายตัวมากขึ้นจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

ขัตติยามองว่า วิกฤตแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อคนและธุรกิจไม่เท่ากัน ผู้ที่มีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ผู้ที่มีข้อจำกัดอยู่เดิมอาจยิ่งอ่อนแอลง

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นภาพการฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery ซึ่งบางกลุ่มสามารถเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อีกกลุ่มกลับเผชิญปัญหาและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการเติบโตนั้นเกิดขึ้นกับใคร และธุรกิจหรือประชาชนกลุ่มที่ยังอ่อนแอจะสามารถกลับมามีศักยภาพได้อย่างไร

อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนความท้าทายของประเทศไทยคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอดีตไทยเคยเติบโตได้ประมาณ 7-8% แต่ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.2%ความแตกต่างดังกล่าวเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยต้องหาคำตอบว่าจะสร้างการเติบโตในระยะต่อไปได้อย่างไร ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีต

  • โลกเปลี่ยนเร็วขึ้น AI จึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส

ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความไม่แน่นอนและวิกฤตที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

AI เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของยุคปัจจุบัน แต่โจทย์สำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงการมองว่า AI จะเข้ามาเป็น Disruption หรือสร้างผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไรเท่านั้น หากต้องมองต่อไปว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

มุมมองดังกล่าวทำให้การปรับตัวทางเทคโนโลยีเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจโดยตรง เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น การดำเนินธุรกิจด้วยวิธีการเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการทำงาน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร

สำหรับประเทศไทย การนำ AI มาใช้จึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงโอกาสในการประยุกต์ใช้กับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องมาพร้อมกับการปรับตัวขององค์กรและการพัฒนาบุคลากร เพราะการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยอัตโนมัติ

โจทย์สำคัญคือการทำให้ธุรกิจมีความพร้อม ทั้งด้านแผนงาน การบริหารจัดการ ทักษะของคน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของกิจการ

  • ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องอยู่ใน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตจึงจะรอด

แนวคิด Reinvent Thailand และการกำหนด 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ 7 New Engines เป็นทิศทางที่น่าสนใจ โดยครอบคลุมเทคโนโลยี การเดินทางและยานยนต์ การท่องเที่ยว อาหาร การเกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ขัตติยา ฉายภาพให้เห็นเพิ่มเติมว่า ความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากคุณลักษณะและความพร้อมของแต่ละกิจการด้วย

ในฐานะสถาบันการเงินที่ดูแลลูกค้าธุรกิจหลายขนาด ธนาคารต้องมองความสามารถในการปรับตัว หรือ Resilience ของผู้ประกอบการแต่ละราย

องค์ประกอบสำคัญประการแรกคือการมีแผนปรับตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประการต่อมาคือความสามารถในการขยายธุรกิจและหาตลาดใหม่ ผู้ประกอบการต้องประเมินว่าตลาดที่ดำเนินธุรกิจอยู่ยังมีโอกาสมากน้อยเพียงใด และหากตลาดเดิมไม่สามารถสร้างการเติบโตได้เหมือนที่ผ่านมา จะสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ได้หรือไม่

การบริหารความเสี่ยงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ธุรกิจต้องสามารถมองไปข้างหน้า คาดการณ์ความเปลี่ยนแปลง และเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องมีการบริหารสภาพคล่องที่เหมาะสม เพื่อให้กิจการสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงินได้

อีกด้านที่ไม่อาจมองข้ามคือความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีและ AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้อย่างไร พร้อมกับพัฒนาทักษะบุคลากร หรือ Up-skill ให้คนในองค์กรสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้

ขณะเดียวกัน การปรับตัวเข้ากับ Global Supply Chain ที่เปลี่ยนไปก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน

เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว การอยู่รอดของธุรกิจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในอุตสาหกรรมใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว เพิ่มผลิตภาพ บริหารความเสี่ยง และพัฒนาตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด

สำหรับผู้ประกอบการที่มีแผนงานชัดเจนและมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจ ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนหลายประเภท ทั้งสถาบันการเงินภาคเอกชน ธนาคารภาครัฐ กองทุน Venture Capital และเงินสนับสนุนจากภาครัฐ

  • SME ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ธุรกิจยังแข่งขันได้หรือไม่

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่เผชิญปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีข้อจำกัดในการแข่งขันและไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่คาดหวัง ขัตติยามองว่าจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาคือการประเมินสถานการณ์ของตัวเอง

ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้ว่าธุรกิจยังมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ สินค้าหรือบริการมีความแตกต่างมากพอที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือไม่ และยังสามารถเข้าถึงตลาดได้หรือเปล่า

หากตลาดเดิมไม่สามารถสร้างโอกาสได้เหมือนที่ผ่านมา ต้องพิจารณาต่อว่าจะสามารถหาตลาดใหม่ได้หรือไม่

การขาดเงินทุนจากธนาคารอาจเป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ แต่การเพิ่มเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากธุรกิจยังไม่มีแผนปรับตัวที่ชัดเจน

สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความพร้อมในการ Transform หรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ว่าผู้ประกอบการมีความเข้าใจปัญหาของตัวเองและมีแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

หากผู้ประกอบการมีแผนงานที่ชัดเจน สามารถอธิบายแนวทางดำเนินธุรกิจได้ และมีการจัดทำ Feasibility Study หรือการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึง Projection หรือประมาณการผลประกอบการ ก็จะช่วยให้เห็นภาพการดำเนินงานในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

ในกระบวนการนี้ สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ

เมื่อผู้ประกอบการมีแผนที่ชัดเจนและสามารถแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจ ธนาคารก็พร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่อและเงินลงทุน

ดังนั้น การแก้ปัญหา SME จึงต้องมองทั้งด้านเงินทุนและความพร้อมของธุรกิจควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงว่าผู้ประกอบการต้องการเงินเท่าใด แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินทุนที่ได้รับจะนำไปใช้พัฒนาธุรกิจอย่างไร และธุรกิจมีแนวทางสร้างรายได้ในอนาคตอย่างไร

  • ใช้ข้อมูลธุรกรรมประเมินศักยภาพธุรกิจ

ในมุมของธนาคาร การประเมินความสามารถของผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ประกอบการพิจารณาได้ โดยเฉพาะข้อมูลของลูกค้าที่มีความสัมพันธ์กับธนาคารอยู่แล้ว

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมทั้งยอดขายและรูปแบบการทำธุรกรรม หรือ Transaction Patterns ไม่ว่าจะเป็นการฝาก การโอน การเติมเงิน การชำระเงิน ตลอดจนบริการ Trade Finance ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้าและส่งออก

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธนาคารมองเห็นกิจกรรมทางธุรกิจของลูกค้า และนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินแนวโน้มรายได้ในอนาคต

การพิจารณาสินเชื่อจึงไม่ได้อยู่ที่การมองความต้องการเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องดูข้อมูลที่สะท้อนการดำเนินธุรกิจและนำมาประกอบการประเมินว่าควรสนับสนุนวงเงินอย่างไร

สำหรับ SME ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อ การมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะเดียวกันข้อมูลการดำเนินงานก็สามารถช่วยให้เห็นภาพของกิจการได้มากขึ้น

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความสำคัญของข้อมูลและเทคโนโลยีทางการเงิน เพราะการสนับสนุนผู้ประกอบการจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลประกอบการพิจารณาควบคู่กับการทำความเข้าใจธุรกิจและความสามารถในการสร้างรายได้

  • Team Thailand ต้องมีเป้าหมายร่วมกันและวัดผลได้จริง

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่สามารถอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตลอดจนสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม

ขัตติยา เปรียบเทียบการทำงานร่วมกันลักษณะนี้กับทีมฟุตบอลที่ประกอบด้วยผู้เล่นหลายตำแหน่ง ทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง แต่ละฝ่ายมีบทบาทหน้าที่ของตัวเอง และต้องทำงานให้สอดประสานกันเพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมาย

การทำงานเป็นทีมจึงไม่ใช่การให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่เหมือนกัน แต่เป็นการทำให้แต่ละหน่วยงานสามารถดำเนินงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ พร้อมกับสนับสนุนการทำงานของฝ่ายอื่น

ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap ภายในปี 2037 แต่การติดตามความคืบหน้าไม่ควรรอจนถึงปีเป้าหมายแล้วจึงประเมินว่าประเทศประสบความสำเร็จหรือไม่

สิ่งสำคัญคือการกำหนด Leading Indicators หรือตัวชี้วัดนำ เพื่อให้เห็นความคืบหน้าของการดำเนินงานในระหว่างทาง

ตัวชี้วัดเหล่านี้อาจครอบคลุมการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การสนับสนุนสินเชื่อให้กับ 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและธุรกิจแห่งอนาคต การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึง AI ได้มากขึ้น

ในภาพนี้ ภาคเอกชนเปรียบเสมือนกองหน้าที่ต้องทำประตูให้ได้ ขณะที่หน่วยงานอื่นมีบทบาทสนับสนุนให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การแบ่งบทบาทให้ชัดเจน และการติดตามผลด้วยตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนความคืบหน้าได้จริง

  • ไทยมีจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ต้องเร่งแก้ข้อจำกัด

ในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายประการ โดยเฉพาะการวางตัวในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายและไม่เลือกข้าง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง รวมถึงระบบพลังงานที่มีความเสถียรและมีพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม การสร้างโอกาสจากจุดแข็งเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการแก้ไขข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เรื่องแรกคือสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ Tax Incentives ซึ่งต้องมีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดการลงทุน

อีกประเด็นคือทักษะภาษาอังกฤษของประชาชนและแรงงาน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและบุคลากรจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านขนาดตลาด จึงจำเป็นต้องมองการพัฒนาเศรษฐกิจในมิติที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน แทนที่จะมองประเทศไทยเป็นตลาดที่แยกออกจากประเทศอื่น

การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ สามารถแบ่งบทบาทการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความร่วมมือและตลาดขนาดใหญ่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีแนวคิดความร่วมมือระดับอาเซียนอย่าง ASEAN Chip Act

สำหรับการดึงดูดการลงทุนใน Data Center และ AI ประเทศไทยจึงต้องพิจารณาทั้งจุดแข็งที่มีอยู่และข้อจำกัดที่ต้องปรับปรุง ตั้งแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดในระดับภูมิภาค

  • AI จะเป็นฟองสบู่ หรือโอกาส

กระแสการลงทุน AI ทำให้เกิดคำถามว่าการเติบโตของเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นฟองสบู่เหมือนยุค Dot-com หรือไม่

ขัตติยา มองว่าสถานการณ์ AI ในปัจจุบันแตกต่างจากยุค Dot-com เพราะเริ่มเห็นการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง หรือ Traction ใน Use Cases ที่ส่งผลต่อธุรกิจอย่างชัดเจน

ธนาคารกสิกรไทยเองก็มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่หลายโครงการประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาว่า AI สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่มองเฉพาะกระแสความสนใจหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน บทเรียนจากวิกฤตในอดีตทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งในการลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้

การเรียนรู้จากผู้ที่เริ่มนำ AI มาใช้ในช่วงแรกเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการและองค์กรสามารถนำประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง

สำหรับประเทศไทย การพิจารณาเรื่อง AI จึงต้องเชื่อมโยงกับความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์จริง ทั้งการพัฒนาผลิตภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ