วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘วิทัย’ ชี้เศรษฐกิจโตต่ำ ปัญหาหมักหมม เร่งแก้ 4 โจทย์-ไล่บี้ปิด ‘ท่อเงินเทา’

ผู้ว่าฯ ชี้เศรษฐกิจโตต่ำจากปัญหาหมักหมม เดินหน้าปิดช่องทางการเงิน ตั้งแต่เปิดบัญชี-ถอนเงินสด-ทองคำ-ดอลลาร์-คริปโทฯ

KEY POINTS

  • ผว.ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำลงต่อเนื่อง แถมสะสมปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมมาเป็นเวลานานและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
  • ธปท.เร่งเดินหน้าแก้ 4 ปัญหาโครงสร้าง หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SME การเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรม ขจัดเงินเทา 
  • เร่งสร้าง "คอขวด"ในระบบการเงิน เพื่อสกัดกั้นและทำให้เส้นทางธุรกรรมของเงินเทาและเงินผิดกฎหมายทำได้ยากลำบากขึ้น

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่องจากระดับ 7%ในอดีต มาอยู่ที่ 5% และ 3% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตประมาณ 2.3% ขณะที่ปัญหาหลายด้านยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นายวิทัย รัตนาการ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กล่าวปาฐกถาในงานเสวนาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) Dinner Talk
"Zero Corruption : From Policy to Action"ว่า แนวทางการทำงานของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับการ“ลงมือทำจริง”มากกว่าการพูดหรือการทำประชาสัมพันธ์ เพราะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องเกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติ

โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน โดยหยิบขึ้นมาเป็นโจทย์สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs การเข้าถึงระบบการเงินอย่างเป็นธรรมและมีต้นทุนที่เหมาะสมทั้งด้านค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ย และปัญหาเงินเทากับคอร์รัปชัน

แม้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจะมีหลายด้านและบางเรื่องอยู่นอกอำนาจหน้าที่ของ ธปท.แต่เชื่อว่าการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินทั้ง 4 เรื่อง จะช่วยบรรเทาปัญหาและสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับประเทศได้

  • เศรษฐกิจโตต่ำ สะท้อนปัญหาที่สะสม

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย การเติบโตที่ลดลงจากระดับ 7% ในอดีต มาเป็น 5% และ 3% ก่อนที่จะคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตประมาณ 2.3% เป็นภาพที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งสะสมและหมักหมมมาเป็นเวลานาน

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวเลขการเติบโตในแต่ละปี แต่เป็นการที่ปัญหาหลายเรื่องยังไม่ได้รับการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

ธปท.จึงเลือกเข้าไปจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน โดยมองว่าระบบการเงินเป็นส่วนหนึ่งของกลไกเศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ที่ธปท. สามารถเข้าไปปรับกฎเกณฑ์และสร้างมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้

หนึ่งในเรื่องที่ถูกยกขึ้นมาให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน ซึ่งปัญหานี้จากมุมมองทางเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการสูญหายของทรัพยากร เงินที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถือเป็นทรัพยากรที่สูญหายออกจากระบบ หากเงินเหล่านี้ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจตามปกติ ก็สามารถนำไปสร้างกำไร สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และนำไปจัดเก็บเป็นภาษีให้แก่รัฐบาลได้

ดังนั้นการแก้ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดการกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาทรัพยากรของระบบเศรษฐกิจไม่ให้รั่วไหลออกไป

การแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง

  • ธปท. ต้องทำให้ 'เงินเทา'เป็น “คอขวด” 

สำหรับบทบาทของ ธปท.ต่อปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน แม้ธปท.ไม่มีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดโดยตรง ดังนั้นแนวทางที่ ธปท.เลือกใช้คือการสร้าง“คอขวด”ในระบบการเงิน

แนวคิดดังกล่าวคือการสร้างอุปสรรคให้กับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย ทำให้เส้นทางการเงินมีความยากลำบากมากขึ้นในจุดที่ระบบการเงินสามารถเข้าไปจัดการได้

เหตุผลสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นเงินเทา การพนันออนไลน์ หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน ล้วนต้องอาศัยบริการทางการเงินในบางช่วงของกระบวนการ ทั้งการรับชำระเงิน การโอนเงิน การถอนเงินสด หรือการนำเงินไปแปลงเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น

เมื่อระบบการเงินเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางดังกล่าว ธปท.จึงเลือกเข้าไปสร้างคอขวดในจุดที่สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะเข้าไปจัดการกับกิจกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับเงินเทาโดยตรง

การนำเงินที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าวไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน หรือรถยนต์ราคาแพง เป็นเรื่องที่อยู่นอกขอบเขตอำนาจของ ธปท. แต่ในส่วนของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ธปท. จะเข้าไปดำเนินการในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ให้เต็มที่

ธปท.จึงดำเนินมาตรการหลายด้านต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยพยายามครอบคลุมเส้นทางของเงินตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการถอนหรือการแปลงสภาพเงิน

คุมเข้มการเปิดบัญชีตั้งแต่ต้นทาง

จุดแรกที่ธปท.เข้าไปดำเนินการคือการเปิดบัญชีเงินฝาก โดยยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและกลุ่มที่มีความเสี่ยง ผ่านแนวทาง KYC, CDD และ EDD

การใช้มาตรการตรวจสอบดังกล่าวเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถรู้จักลูกค้าและตรวจสอบกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ

เช่นกรณีการนำคนจำนวนมากนั่งรถตู้มาพร้อมกันเพื่อเปิดบัญชีที่สาขา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ระบบต้องให้ความสนใจมากขึ้น การยกระดับกระบวนการตรวจสอบจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคอขวดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้บัญชีธนาคารถูกนำไปใช้เป็นช่องทางสำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

แนวทางนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการตรวจสอบในขั้นตอนเปิดบัญชีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการติดตามพฤติกรรมการใช้บัญชีและธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังด้วย

  • คุม Payment Provider ปิดช่องรับเงินทุนเทา-พนันออนไลน์

อีกจุดหนึ่งที่ ธปท.เข้าไปจัดการคือผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน หรือ Payment Providers

โดยธปท.ได้ออกข้อบังคับเพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินรับชำระเงินให้กับกลุ่มทุนเทาและเว็บพนันออนไลน์ โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า

มาตรการดังกล่าวจะทำให้กระบวนการเปิดบัญชีร้านค้า หรือ Merchant มีความเข้มงวดมากขึ้น

เหตุผลของการเข้ามาจัดการในจุดนี้อยู่บนแนวคิดเดียวกับการสร้างคอขวด คือเมื่อธุรกรรมผิดกฎหมายต้องอาศัยช่องทางการรับชำระเงิน การเข้าไปกำหนดมาตรฐานและตรวจสอบผู้ให้บริการในจุดดังกล่าวก็จะทำให้ช่องทางที่ใช้รับเงินมีข้อจำกัดมากขึ้น

ดังนั้น การจัดการไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่บัญชีเงินฝากของบุคคลเท่านั้น แต่ขยายไปถึงระบบที่ทำหน้าที่รับชำระเงินด้วย

  • ถอนเงินสดเกิน 1 ล้าน ต้องชี้แจงวัตถุประสงค์

จากต้นทางของบัญชีและช่องทางรับชำระเงิน ธปท.ยังเข้าไปจัดการกับจุดที่มีการนำเงินออกจากระบบผ่านการถอนเงินสด

โดยมาตรการควบคุมการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาทเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยผู้ที่ถอนเงินสดเกินระดับดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการ Due Diligence เพื่อระบุวัตถุประสงค์ของการใช้เงินสด รวมถึงชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถใช้ระบบโอนเงินได้

ผลที่เกิดขึ้นพบว่า ยอดการถอนเงินสดที่เกิน 1 ล้านบาทลดลงมากกว่า 50% จากเดิมที่มีปริมาณเฉลี่ยประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน ลดลงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน

นอกจากการกำหนดเงื่อนไขในขั้นตอนเปิดบัญชีและการถอนเงินสดแล้ว ธปท. ยังทำงานร่วมกับสำนักงาน ปปง.ในการกำหนดรูปแบบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัย หรือ Suspicious Transaction Patterns จำนวน 24 รูปแบบ

ยกตัวอย่างหนึ่งในรูปแบบที่ต้องจับตา คือการมีเงินโอนเข้าบัญชีในช่วงกลางคืนเป็นจำนวนเงินตัวกลม เช่น 100 บาท 500 บาท หรือ 1,000 บาท แล้วมีการโอนเงินออกไปทันทีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวเป็นตัวอย่างของรูปแบบธุรกรรมที่สามารถนำมาใช้ประกอบการตรวจสอบ โดยเฉพาะในกรณีที่มีลักษณะสอดคล้องกับพฤติกรรมของเว็บพนันออนไลน์

การกำหนดรูปแบบพฤติกรรมต้องสงสัยทั้ง 24 รูปแบบ จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลธุรกรรมมาใช้ตรวจสอบได้เป็นระบบมากขึ้น เมื่อพบพฤติกรรมที่เข้าข่าย ก็สามารถนำไปสู่การตรวจสอบ หน่วงเงิน หรือดำเนินการกับบัญชีตามแนวทางที่กำหนด

  • สกัดการแปลงเงินเป็นทองคำ

อีกเส้นทางหนึ่งที่ ธปท.เข้าไปสร้างคอขวดคือการนำเงินไปแปลงสภาพเป็นทองคำ โดยธปท.กำหนดให้การถอนทองคำจากบัญชีหรือแอปพลิเคชันซื้อขายทองคำ หากมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท หรือน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต้องมีการรายงานและระบุตัวตนของผู้ถอน มาตรการดังกล่าวทำให้ปริมาณการถอนทองคำผ่านแอปพลิเคชันลดลงทันทีมากกว่า 70%

เหล่านี้คือการเข้าไปจัดการกับจุดที่เงินสามารถถูกแปลงจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น

ในมุมของ ธปท.หากเส้นทางการเงินสามารถถูกใช้เพื่อเปลี่ยนเงินไปเป็นสินทรัพย์อื่นได้ การกำหนดให้ธุรกรรมขนาดใหญ่ต้องระบุตัวตนและผ่านการตรวจสอบ ก็เป็นการสร้างคอขวดในเส้นทางดังกล่าว

  • คุมการแปลงเงินสดเป็นดอลลาร์

นอกจากเงินสดและทองคำแล้ว ธปท. ยังเข้าไปจัดการกับการแปลงเงินไปเป็นธนบัตรดอลลาร์ โดยเพิ่มข้อจำกัดในการแปลงเงินสดเป็นธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ แนวทางดังกล่าวอยู่ในกรอบเดียวกัน คือการเข้าไปตรวจสอบและจำกัดช่องทางที่สามารถใช้เปลี่ยนรูปแบบของเงินได้

การจัดการกับเงินเทาไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเข้าไปจัดการเฉพาะบัญชีธนาคาร เพราะเงินสามารถถูกเปลี่ยนรูปไปอยู่ในสินทรัพย์หรือเงินสกุลอื่นได้ ดังนั้น การสร้างคอขวดจึงต้องครอบคลุมเส้นทางที่เงินสามารถเดินทางไปได้

  • จับตา USDT หลังพบการเทรดสูงผิดปกติ

อีกด้านหนึ่งที่ ธปท.เข้าไปประสานงานคือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต.ในการตรวจสอบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยพบการซื้อขาย Stablecoin ประเภท USDT ในประเทศไทยในระดับสูงผิดปกติ โดยมีมูลค่าหลายแสนล้านบาทในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่นำเงินสดไปซื้อ USDT แล้วโอนออกไปยังต่างประเทศในชื่อบุคคลอื่น ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าเส้นทางของเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบธนาคารแบบดั้งเดิม แต่สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังสินทรัพย์ดิจิทัลและเคลื่อนย้ายออกไปยังต่างประเทศได้

ธปท. จึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงิน

  • 11 สมาคมภาคการเงินร่วมยกระดับระบบ

นอกเหนือจากมาตรการเฉพาะจุด ธปท. ยังพยายามยกระดับความร่วมมือในภาพรวมของภาคการเงิน โดยร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและสมาคมพันธมิตรภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. รวม 11 สมาคม

กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์ Non-bank ผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน และผู้ให้บริการโอนเงิน

ทั้ง 11 สมาคมร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่า ภาคการเงินจะไม่ยินยอมให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการทำผิดกฎหมาย

โดยการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการลงนาม MOU หรือการประกาศเจตนารมณ์เท่านั้น แต่มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนของแต่ละฝ่าย

ในส่วนของ ธปท.จะต้องพัฒนาเครื่องมือที่จำเป็น ขณะเดียวกันจะมีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน และกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับสมาคมธนาคารไทยและผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่ม

หากทุกภาคส่วนไม่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้จะยังคงเกาะกินและทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้