สู่ยุคที่ธนาคารท้องถิ่นมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น จนทำให้ผู้เล่นต่างชาติบางรายเลือก “ถอย” เพื่อกลับไปโฟกัสตลาดและธุรกิจที่ตัวเองมีความได้เปรียบมากกว่า
กรณีของ ING ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน หลังเดินหน้าปรับพอร์ต TTB อย่างต่อเนื่องภายในเวลาเพียง 2 เดือน โดยจากเดิมถือหุ้นราว 23.1% ก่อนลดลงเหลือ 19.5% หลังขายหุ้นบางส่วนคืนให้ TTB ผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนในเดือนมิ.ย. 2569 และล่าสุดขายหุ้นบิ๊กล็อตอีก 6,891 ล้านหุ้น หรือ 7.9% ผ่านการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ให้แก่นักลงทุนสถาบัน ที่ราคา 2.64 บาทต่อหุ้น มูลค่าราว 475 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.82 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ ING ลดลงเหลือราว 11.6%
จังหวะดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TTB แต่ยังสะท้อนอีกด้านของพัฒนาการภาคธนาคารไทย เมื่อ “ธนาคารเจ้าถิ่น” สามารถยกระดับขีดความสามารถจนแข่งขันกับ “ผู้เล่นระดับโลก” ได้มากขึ้น
ขณะที่เงินลงทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลกลับเข้ามารับหุ้นธนาคารไทยผ่านดีล Private Placement ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการลดบทบาทของผู้ถือหุ้นเดิมอาจไม่ได้หมายถึงการหมดความสนใจในสินทรัพย์ไทย หากแต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์ของผู้เล่นระดับโลกตามภูมิทัศน์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป
“ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารระดับโลก (Global Bank) มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ขนานใหญ่ จากเดิมที่เคยมองว่าเอเชียคือ “ขุมทองแห่งโอกาส”
เนื่องจากขีดความสามารถของธนาคารในประเทศยังไม่สามารถสู้ธนาคารต่างชาติได้ ในยุคก่อนจึงเห็นธนาคาร อย่าง Citibank, HSBC หรือ Standard Chartered บุกเข้ามาทำ “ธุรกิจรายย่อยและบัตรเครดิต” อย่างหนัก
แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะธนาคารในประเทศไทยมีความเก่งและเติบโตขึ้นมาก จนทำให้การเข้ามาทำธุรกิจของต่างชาติเริ่มไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม
ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในธุรกิจบัตรเครดิตที่ธนาคารต่างชาติเคยเป็นเจ้าตลาดในประเทศไทย แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการในไทยก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ได้ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดถูกธนาคารไทยดึงกลับไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เห็นได้ทั่วทั้งภูมิภาค เช่นที่เห็นได้ในประเทศอื่นของเอเชีย
เช่น ในสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งธนาคารท้องถิ่นอย่าง DBS, UOB, Maybank และ CIMB ที่มีบทบาทเป็น “ผู้นำตลาด” มากขึ้น
ทำให้ธนาคารระดับโลกบางแห่งปรับกลยุทธ์ด้วย “การลด” หรือ “ขายธุรกิจรายย่อย” รวมถึง “ปรับพอร์ตการลงทุน” เพื่อกลับไปมุ่งเน้นธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและความได้เปรียบมากกว่า ซึ่งต่างจากยุคอดีตที่ธนาคารต่างชาติเคยมีบทบาทสูงเพราะธนาคารในพื้นที่ยังไม่เชี่ยวชาญ
เช่นเดียวกันกับการปรับลดสัดส่วนของ ING มองว่าเป็นไปตามแนวทางของธนาคารต่างชาติส่วนใหญ่ที่เริ่มขายพอร์ตธุรกิจหรือขายหุ้นทิ้ง เนื่องจากไม่อยากเสียโฟกัสกับประเทศที่ตนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเหนือกว่าเจ้าถิ่น
โดยกรณีของ ING นั้นเลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “การขายหุ้นที่ถืออยู่” เพื่อที่จะกลับไปให้ความสำคัญและทุ่มเททรัพยากรในพื้นที่หรือธุรกิจที่พวกเขามีความถนัดและชำนาญมากกว่า
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่ ING ทยอยขายหุ้นออกมานั้น ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร เนื่องจากการขายหุ้นของ ING ที่ผ่านมา ถือเป็นการขายแบบเจาะจงให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ไม่ได้ขายให้รายย่อยในตลาด
และถือเป็นสัญญาณที่น่ายินดีว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มหันกลับมาให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยและธนาคารไทยอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดดู ซบเซาและเม็ดเงินไหลไปลงทุนในประเทศอื่น
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ING ยังมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ราว 11% ซึ่งหากมีการขายหุ้นออกมาอีกในอนาคต มองว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
และในมุมของธนาคารไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือพิเศษใด ๆ หากผลประกอบการของธนาคารดีและนักลงทุนมีความมั่นใจ การขายหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดจะกลายเป็น “โอกาสในการซื้อ” (Buy Opportunity) ทันที ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็มองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าสะสม
อีกทั้ง ปัจจุบันธนาคารได้มีการสร้างทีมงานคนไทย จากเดิมในยุคก่อนที่ ING เคยมีพนักงานต่างชาติถึง 20-30 คน จนกระทั่งในปีนี้จำนวนพนักงานจาก ING ลดลงจนเหลือ 0 คน และเหลือเพียงตัวแทนในระดับคณะกรรมการ (Board) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันฝ่ายจัดการทั้งหมดเป็นคนไทย เหล่านี้ล้วนพิสูจน์ให้เห็นว่าธนาคารรันโดยผู้บริหารไทยมานานแล้ว
ส่วนแผนการซื้อหุ้นคืนวงเงินรวมประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งกำหนดกรอบดำเนินการไปจนถึงปี 2571 นั้น การซื้อหุ้นคืนจะพิจารณาตามความเหมาะสมของภาวะตลาดและระดับราคาหุ้น หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจนอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสะท้อนมูลค่าที่ดีแล้ว ธนาคารก็ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งนำเงินของผู้ถือหุ้นไปซื้อหุ้นคืน
อย่างไรก็ตาม หากจังหวะตลาดไม่เอื้อต่อการซื้อหุ้นคืน ธนาคารสามารถพิจารณานำเงินดังกล่าวมาเพิ่มการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ เพื่อคืนผลประโยชน์ให้กับนักลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่ง โดย TTB ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น
“ในแง่การดำเนินธุรกิจ มองว่าการแยกบริษัทลูกหรือการทำ Spin-off เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ นั้น อาจไม่ได้ช่วยเปลี่ยนรายได้ของธนาคารในภาพรวมเพราะเปรียบเสมือนการเล่นเกม “Zero-sum” เพราะหากเราขายส่วนธุรกิจที่เติบโตดีออกไปจากธนาคาร ธนาคารที่เหลืออยู่ก็จะมีการเติบโตที่ต่ำลง การแยกตัวออกมาเป็นเพียงการแบ่งเค้กจากก้อนหนึ่งไปสู่อีกก้อนหนึ่งเท่านั้น โดยที่มูลค่ารวมก็ยังคงเท่ากับ 1+1 เท่ากับ 2 เช่นเดิมไม่ได้เป็นการสร้างรายได้ใหม่ที่เกิดขึ้นจริงอย่างที่หลายคนเข้าใจ"



