‘วิทัย รัตนากร’ กำลังพา ธปท. ‘ออกจากกรอบธนาคารกลางแบบเดิม’ ชี้แค่เงินเฟ้อต่ำ ระบบการเงินมั่นคง ยังไม่เพียงพอ ถ้าเศรษฐกิจยังคงโตต่ำ ประชาชนจนลง และธุรกิจปิดตัว พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ถูกตั้งคำถามว่า ธปท. กำลังก้าว “เกินหน้าที่” หรือไม่
“เราไม่สามารถพูดง่ายๆ ได้ว่า เงินเฟ้อต่ำ ธนาคารแข็งแกร่ง ระบบการเงินมีเสถียรภาพ แล้วถือว่างานของเราจบแล้ว
หากเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ประชาชนยากจนลง และธุรกิจทยอยปิดตัว เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรา”
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม
นี่คือประเด็นที่วิทัยกำลังโยนกลับมายัง “บทบาทของแบงก์ชาติ” เพราะในมุมของเขา หน้าที่ของ ธปท. ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการคุมเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน แต่ต้องกล้าเข้าไปแตะ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่กำลังกดทับเศรษฐกิจไทย แม้หลายเรื่องอาจอยู่นอกขอบเขตที่นโยบายการเงินแบบเดิมจะแก้ไขได้
‘ดอกเบี้ย’ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้
วิทัยมองว่า ปัญหาของไทยจำนวนมากอยู่นอกเหนือขอบเขตที่นโยบายการเงินแบบดั้งเดิมจะแก้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพต่ำ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินเชื่อ เงินทุนผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางการเงิน
“หากเราไม่ลงมือ ปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงฉุดรั้งการเติบโต การลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องแก้ด้วยมาตรการเชิงโครงสร้าง”
ธปท. กำหนด “ค่านิยมหลัก” ไว้ 4 ประการ ได้แก่ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” และในมุมมองของวิทัย สองข้อหลังจำเป็นต้องได้รับความสำคัญมากขึ้นในเวลานี้
“ในยุคนี้ การมองเรื่องเสถียรภาพโดยเชื่อมโยงกับภาพรวมของเศรษฐกิจ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญขึ้นอย่างมาก” เขากล่าว
วาระของวิทัยจึงมุ่งไปที่ “4 ด้านหลัก” ได้แก่ หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย การดึงประชาชนและธุรกิจเข้าสู่ระบบสินเชื่ออย่างเป็นทางการ การสร้างความเป็นธรรมด้านดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการจัดการเงินทุนผิดกฎหมายกับการทุจริต
ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. เดินหน้าโครงการแล้ว 15 โครงการ และเตรียมอีก 5 โครงการในไตรมาสสุดท้าย รวมถึง “การเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับธุรกรรมทองคำและการฝากเงินสดจำนวนมาก”
“สิ่งที่ผมทำไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด ผมทำมันมากขึ้น และบางเรื่องก็เดินหน้าไปไกลกว่าเดิม”
ถูกตั้งคำถาม ‘ธปท. ทำเกินหน้าที่?’
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเริ่มเผชิญเสียงวิจารณ์ว่า ธปท. อาจกำลัง “ก้าวออกนอกขอบเขต” ของธนาคารกลางมากเกินไปหรือไม่
ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกสร้างความน่าเชื่อถือส่วนหนึ่งจากการกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจนว่า “อะไรคือสิ่งที่ตัวเองจะไม่ทำ” โดยนักการเมืองรับผิดชอบเรื่องการเติบโตและการกระจายรายได้ ขณะที่ธนาคารกลางทำหน้าที่พิทักษ์เสถียรภาพ
ดร.สมชัย จิตสุชน อดีตกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า ธปท. ควรทำหน้าที่เป็น “ปราการด่านสุดท้าย” ในการรักษาเสถียรภาพประเทศ มากกว่าลงไปเป็น “กองหน้า”
ขณะที่ ดร.บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. เตือนว่า หน้าที่หลักของธนาคารกลางคือรักษาเสถียรภาพด้านราคา ระบบการเงิน และภาคต่างประเทศ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมให้เศรษฐกิจเติบโต ไม่ใช่เข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตัวเอง เพราะการรับภารกิจมากเกินไป อาจทำให้พันธกิจหลักเจือจางลง
อย่างไรก็ตาม วิทัยมองต่างว่า หน้าที่ของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ “ปัญหาที่คุกคามเสถียรภาพ” ต่างหากที่เปลี่ยนไป
เมื่อความเสี่ยงด้านราคาและระบบการเงินอยู่ภายใต้การควบคุมมากขึ้น ธนาคารกลางจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อศักยภาพการเติบโตที่ถดถอย หนี้ครัวเรือน การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด
“จะมีประโยชน์อะไร หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจกลับแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนยากจนลงมากขึ้น?”
วิทัยยังแตกต่างจากผู้ว่าการคนก่อนๆ ในเรื่องการสื่อสาร โดยเลือกใช้เฟซบุ๊กตอบข้อวิจารณ์ในบางครั้ง เพราะสามารถสื่อสารได้ “โดยตรงและทันที”
“นี่คือวิธีการทำงานในยุคนี้”
จาก ‘ขัดแย้ง’ สู่ ‘เข้ากันได้’ กับกระทรวงการคลัง
วิทัยเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซา โดยไม่สามารถขยายตัวเกิน 3% ได้นับตั้งแต่ปี 2019 ขณะที่ ธปท. ต้องเผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลต่อเนื่องหลายปีให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ภายใต้การนำของวิทัย ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล “ราบรื่นขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ผมส่งข้อความหาเขาได้ทุกเมื่อ เขาก็ส่งหาผมได้ทุกเมื่อ และผมโทรหาเขาได้เมื่อจำเป็น ภาพความขัดแย้งแบบเดิมไม่มีแล้ว”
“ในบางเรื่อง เราอาจเป็นคนนำ แล้วกระทรวงการคลังก็ตามและสนับสนุนเรา ส่วนบางเรื่อง เขาเป็นคนนำ แล้วเราก็สนับสนุนเขา”
ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกันในหลายด้าน ตั้งแต่แก้หนี้ครัวเรือนและ SME ปราบปราม “เงินสีเทา” ไปจนถึงเพิ่มการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ ซึ่งธปท.มองว่า เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินบาทผันผวน
ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ลดดอกเบี้ยสะสมแล้ว 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ภายใต้การนำของวิทัย ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ซึ่งต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม วิทัยย้ำว่า ธปท. ไม่ได้ผูกมัดว่าจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับนี้เป็นเวลานาน
“ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องพักดอกเบี้ยไปอีกนาน มันสามารถไปได้ทั้งสองทาง”
หากเงินเฟ้อกลับมารุนแรงหรือค่าเงินในภูมิภาคอ่อนค่าหนัก ธปท. อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ ก็อาจต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
“เราตัดสินใจตามข้อมูล แต่ก็มองไปข้างหน้า”
ผมเป็นผู้จัดการตัวยง
สำหรับภูมิหลังของวิทัยเอง ก็แตกต่างจากผู้ว่าการหลายคนก่อนหน้า เขาเป็นผู้ว่าการคนแรกในรอบกว่าทศวรรษที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัย Ivy League และต่างจากผู้ว่าการ 4 คนก่อนหน้า เขาไม่มีปริญญาเอก
ก่อนเข้าสู่ ธปท. วิทัยเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของสายการบินนกแอร์ระหว่างปี 2011-2014 และบริหารธนาคารออมสินระหว่างปี 2020-2025 โดยผลักดันแนวคิด “ธนาคารเพื่อสังคม” ขยายสินเชื่อในระบบให้ประชาชนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็ก
ประสบการณ์จากธนาคารออมสิน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้เขามองเศรษฐกิจจากมุมที่ต่างออกไป
“ผมว่าผมไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก” วิทัยกล่าว “เพราะตัวตนความเป็นผู้จัดการในตัวผมมันเด่นชัดมาก ๆ เหมือนกัน”
“ผมอาจใช้เวลาอยู่ใกล้ประชาชนทั่วไป SME และภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่า ดังนั้น นั่นอาจทำให้ผมมีมุมมองที่แตกต่าง”
อ้างอิง: bloomberg



