กรุงเทพธุรกิจ เปิดเวที KT Dialogue หัวข้อ New Horizon : Thailand Investment Playbook ดึงรัฐ-เอกชนด้านเศรษฐกิจการลงทุนร่วมถก อนาคตเศรษฐกิจประเทศไทย และโอกาสใหม่ผ่านการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ลุ่มลึก ได้รับเกียรติจาก ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวเปิดงาน
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การลงทุน ขณะที่การลงทุนระยะยาวของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่น เพราะเป็นเงินทุนที่ต้องอยู่กับประเทศเป็นเวลานาน หากประเทศไม่มีเสถียรภาพ เงินทุนเหล่านี้ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปยังประเทศอื่นได้
โดยเฉพาะการมี “เสถียรภาพ” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะ ลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเงินทุนระยะยาว หากไม่มั่นใจในความมั่นคงของประเทศ นักลงทุนก็จะเลือกไปลงทุนที่อื่น
“นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกลงทุนในเวียดนาม ไม่ใช่เพราะรักเวียดนามมากกว่าไทย แต่เป็นเพราะต้องการรักษาความปลอดภัยของเงินทุน และมองเห็นเสถียรภาพในประเทศดังกล่าวมากกว่า”
ทั้งนี้ หากดูการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันถือว่า มีกัปตันเศรษฐกิจที่ดีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน จากการมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและพร้อมทำงาน เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากประเทศไทยยังไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Rating แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างไรก็ตาม มองว่าการกลับมาให้ความสำคัญกับ EEC อีกครั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูการลงทุนของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล “Corridor Economy” แนวทางใหม่ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภายใต้โลกที่แบ่งขั้ว มองว่า เป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการทำ FTA กับสหภาพยุโรป หรือ EU การทำ FTA กับ EU ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตลาดสินค้า แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักดันให้ไทยต้องปรับปรุงกฎระเบียบภายใน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการเปิดเสรีภาคบริการให้มีมาตรฐานระดับสากลมากขึ้น เป็นสิ่งที่ไทยควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นจริงจัง
เช่นเดียวกับการเข้าร่วม OECD จะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง เป็นสิ่งที่ไทยพยายามดำเนินการมาตลอด 20 ปี แต่ที่ผ่านมาเป้าหมายดังกล่าวมักสะดุดจากปัญหาทางการเมือง และการขาดกัปตันเศรษฐกิจที่สร้างความต่อเนื่องขับเคลื่อนนโยบาย
ดังนั้น ต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และสามารถช่วยให้ประเทศไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตัวเอง
ในมุมการลงทุนภาครัฐ จำเป็นต้องลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาลงทุนระยะยาวได้เมื่อมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางประเทศ ดังนั้นการสร้างเสถียรภาพ และความต่อเนื่องของนโยบายจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดึง Industrial Capital เข้ามา
อีกหนึ่งโจทย์ที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้มีความชัดเจน แม้จะยอมรับว่าอาจไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดจากปัจจัยทางวัฒนธรรม แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาได้บางส่วนก็จะส่งผลดีต่อประเทศอย่างมาก
- เร่งลงทุน ปลดล็อกกับดักโตต่ำ
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย คือ การลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจาก “กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ” เพราะประเทศไทยอยู่ในกับดักหนี้มานาน
ดังนั้น การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างทั้งการเติบโตในระยะสั้น และเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้นหวังว่าปีนี้และปีถัดไปจะเป็นรอบการลงทุนใหม่ หรือ Investment Cycle ไม่เพียงแค่ระยะสั้นๆเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้สามารถหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจโตต่ำได้
ทั้งนี้ กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ มาจากการเผชิญ 2 ปัญหาพร้อมกัน กล่าวคือ การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น และศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้โจทย์การฟื้นเศรษฐกิจมีความยากมากขึ้น เพราะการผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจควบคู่กันไป
“เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนช่วงที่จะเกิดโควิด-19 ธปท.เคยประเมินศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 3.5% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และ 2.7% ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ หากต้องการให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง ไทยควรมีศักยภาพการเติบโตในระดับประมาณ 3-4%”
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึงศักยภาพในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก หรือ Shocks อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่ได้มีเวลามากพอที่จะปรับตัว
ดังนั้นการลงทุน จะเข้ามาช่วยเศรษฐกิจได้ทั้งสองมิติ มิติแรกคือช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้การเติบโตกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับศักยภาพเดิม ขณะที่มิติที่สองคือการเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำในระยะยาว
“หากประเทศไทยต้องการเพิ่มศักยภาพการเติบโต จำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพการผลิตหรือ Productivity โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังแรงงานของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำนวนแรงงานลดลง การที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มากขึ้นจึงต้องอาศัยการทำให้แรงงานและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น”
- ‘พีดับเบิลยูซี’ จี้ปรับโครงสร้างยานยนต์
นายสตีฟ หยาง หัวหน้ากลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในภาคการผลิตระลอกใหม่ (New Wave of Investment) เพื่อชิงความได้เปรียบในภูมิภาคอาเซียนได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การยกระดับไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Activities)
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการลงทุนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนแบบเดิมไม่เพียงพอที่จะสร้างจุดเด่นให้ไทยเหนือคู่แข่งในภูมิภาคได้อีกต่อไป
“ไทยไม่สามารถพึ่งพาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า เราสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มเติมอะไรให้กับนักลงทุนได้บ้าง”
- มุ่งR&D-อีวีรับมือเวียดนาม-มาเลเซีย
นอกจากนี้ ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่ ความเชื่อมโยงในภูมิภาคและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ประเด็นที่ว่า ไทยควรปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Innovation Hub) มากกว่าการเป็นเพียงศูนย์กลางการประกอบ EV หรือไม่นั้น
ขณะที่ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐควรได้รับการออกแบบให้มุ่งเน้นการส่งเสริมใน 4 ด้านสำคัญ คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี เชื่อมโยงความรู้จากผู้ผลิตระดับโลกสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ , การวิจัยและพัฒนา (R&D) สนับสนุนการคิดค้นและออกแบบเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย, การพัฒนาชิ้นส่วนและส่วนประกอบ ยกระดับซัปพลายเออร์ท้องถิ่นให้ผลิตชิ้นส่วนมูลค่าสูงและ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เร่งสร้างแรงงานที่มีทักษะรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ทั้งนี้ การปรับทิศทางนโยบายดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
- ต้องมีเทคเองสู่เป้าประเทศรายได้สูง
ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการด้านนโยบายอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า อุตสาหกรรมปัจจุบันกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปและอุตสาหกรรมอื่นที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กำลังเริ่มดิ้นรนและต้องปรับเปลี่ยนทิศทางว่าควรไปทางไหนต่อ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนสมัยใหม่เข้ามาจำนวนมาก และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดำเนินงานได้ค่อนข้างดี ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้
รวมทั้งเงื่อนไขและโจทย์สำคัญสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยไทยต้องมีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเป็นของตัวเองที่นำไปแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและเชื่อมโยงกับผู้พัฒนาของไทย
โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ไทยมีตลาดใหญ่ แต่นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เกือบ 100,000 ล้านบาทต่อปี
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเดิม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์สันดาป พลาสติก สิ่งทอ หรือยา ซึ่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้ เพราะเครื่องมือแพทย์มีทั้งผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับเทคโนโลยีต่ำและเทคโนโลยีสูง
ทั้งนี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับกลางของไทยที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปมีความสามารถและคุณภาพการผลิตเพียงพอเปลี่ยนผ่านได้ แต่ขาดความมั่นใจลงทุนเปลี่ยนผ่าน เพราะไม่มั่นใจจะเข้าสู่ตลาดและมีตลาดรองรับสินค้าหลังจากปรับเปลี่ยนสายการผลิตหรือไม่
ดังนั้น โจทย์หลักที่เป็นความท้าทายของไทยในปัจจุบัน คือ 1.การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน 2.การพัฒนาแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เข้ามาลงทุน และ 3.การสร้างเทคโนโลยีของตนเองเพื่อนำไปสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง



